h1.post-title{ font-size:20px;}
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษีมูลค่าเพิ่ม แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

รถยนต์กระบะ 4 ประตู จากรถยนต์นั่ง สู่รถยนต์กระบะบรรทุกไม่เกิน 4,000 กิโลกรัม ที่เครดิตภาษีซื้อได้

รถยนต์กระบะ 4 ประตู จากรถยนต์นั่ง สู่รถยนต์กระบะที่ออกแบบสำหรับให้มีน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 4,000 กิโลกรัม

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศับอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งใช้บังคับแทนที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป ได้ออกกฎกระทรวงกําหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เปลี่ยนแปลงรายละเอียดในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตอนที่ 6 สินค้ารถยนต์ สำหรับรถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณลักษณะที่อธิบดีกรมสรรพสามิตประกาศกำหนด จากพิกัด 06.01 ว่าด้วยรถยนต์นั่ง เป็นพิกัด 06.03 ว่าด้วยรถยนต์กระบะที่ออกแบบสำหรับให้มีน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 4,000 กิโลกรัม เป็นผลทำให้รถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณลักษณะที่อธิบดีกรมสรรพสามิตประกาศกำหนด พ้นจากการเป็นรถยนต์นั่ง ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัตอัตราภาษีสรรพสามิต ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/095/111.PDF

วันศุกร์ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2557

กรมสรรพากรขยายเวลาการเพิ่มรายการในใบกำกับภาษี

         ตามที่กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 194)ฯ (ฉบับที่ 195)ฯ (ฉบับที่ 196)ฯ และ (ฉบับที่ 197)ฯ ลงวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 กำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ เพิ่มเติมรายการเลขประจาตัว ผู้เสียภาษีอากรและรายการสถานประกอบการของผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการ และเพิ่มเติมรายการสถานประกอบการของผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ ในการจัดทำใบกากับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และในการ ลงรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขาย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2557 เป็นต้นไป นั้น
        กรมสรรพากรได้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้กฎหมายในเรื่องดังกล่าว โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการจดทะเบียนซึ่งเป็นผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการ เพิ่มเติมรายการดังกล่าวข้างต้น ในใบกำกับภาษี ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และในการลงรายงานภาษีซื้อและรายงานภาษีขาย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป โดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมปรากฏตามประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม (ฉบับที่ 199)ฯ (ฉบับที่ 200)ฯ (ฉบับที่ 201)ฯ และ (ฉบับที่ 202)ฯ ลงวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556 ที่มา rd.go.th

วันอังคารที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2555

ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการขายบัตรแลกรับบริการล่วงหน้า

เลขที่หนังสือ
: กค 0811/พ.13044
วันที่
: 4 กันยายน 2541
เรื่อง
: ภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการขายบัตรแลกรับบริการล่วงหน้า
ข้อกฎหมาย
: มาตรา 65, มาตรา 77/1(10), มาตรา 78/1(1), มาตรา 79, คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.1/2528 ฯ
ข้อหารือ
: บริษัทฯ เป็นผู้ประกอบการจัดจำหน่ายรถยนต์ ยี่ห้อ A. อะไหล่ และให้บริการซ่อม ผ่าน
โชว์รูมและศูนย์บริการซึ่งบริษัทฯ เป็นเจ้าของเอง และศูนย์บริการซึ่งดำเนินการโดยนิติบุคคลอื่น และ
ผู้จำหน่าย (dealers)ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัด เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจถดถอย บริษัทฯ
จึงได้จัดทำโครงการบัตรแลกรับบริการ เพื่อเป็นการแบ่งเบาภาระของลูกค้าในส่วนของค่าใช้จ่ายตรวจ
เช็คสภาพรถตามระยะ (value plus package) โดยลูกค้าในโครงการฯ จะจ่ายเพียงประมาณ
ร้อยละ 70 ของราคาปกติเท่านั้น ลูกค้าสามารถซื้อบัตรแลกรับบริการได้จากโชว์รูมและศูนย์บริการ A.
ทั่วประเทศ โดยเลือกซื้อตามช่วงระยะทางที่ลูกค้าเห็นว่าเหมาะสมกับสภาพการใช้รถของตน และ
ชำระเงินตามราคาที่ปรากฏในตารางพร้อมกับภาษีมูลค่าเพิ่ม กับพนักงานของโชว์รูมหรือศูนย์บริการนั้น ๆ
เงินที่โชว์รูมหรือศูนย์บริการนั้นรับมาก็จะถูกโอนเข้าบัญชีธนาคารของบริษัทฯ บริษัทฯ ก็จะออกบัตรแลกรับ
บริการพร้อมใบเสร็จรับเงินส่งไปยังโชว์รูมหรือศูนย์บริการเพื่อส่งมอบให้ลูกค้าต่อไปบัตรแลกรับบริการ
หนึ่งชุดจะประกอบด้วยคูปองย่อยหกฉบับแต่ละฉบับใช้แลกบริการ ตรวจเช็คเมื่อครบระยะทาง คูปองย่อย
แต่ละฉบับจะปรากฏข้อความ เลขที่ ระยะตรวจเช็ค ชื่อลูกค้า รุ่น แบบ สี หมายเลขตัวถัง และ
หมายเลขทะเบียนของรถ วันที่ออกบัตรแลกรับบริการ วันที่บัตรหมดอายุ (ประมาณ 4 ปี) เมื่อลูกค้านำ
รถมารับบริการและแสดงบัตรรับแลกบริการ หากเป็นรถที่อยู่ในระยะประกันผลิตภัณฑ์ (warranty
period) ลูกค้าไม่ต้องจ่ายค่าแรง คงจ่ายเฉพาะค่าอะไหล่เท่านั้น หากซ่อมนอกเหนือจากนี้ลูกค้าต้อง
จ่ายเงินเพิ่มโดยได้รับส่วนลดร้อยละ 10 สำหรับค่าบริการและอะไหล่ โดยศูนย์จะออกใบสั่งซ่อมอีกใบ
หนึ่งต่างหาก ในกรณีที่ลูกค้าซื้อบัตรแลกรับบริการจากศูนย์บริการมอบอำนาจหรือจากผู้จำหน่าย (
dealers) บริษัทฯ จะให้ค่านายหน้าร้อยละ 10 จ่ายให้เดือนละครั้ง โดยคำนวณจากใบสั่งซื้อที่ส่งมา
สำหรับคูปองที่ลูกค้านำไปใช้ บริษัทฯจะจ่ายคืนให้แก่ศูนย์บริการมอบอำนาจและศูนย์บริการของผู้จำหน่าย
(dealers) ตามมูลค่าของบริการและอะไหล่เต็มเดือนละครั้ง ส่วนในกรณีส่วนลดร้อยละ 10 ที่ให้แก่
ลูกค้าสำหรับค่าบริการและอะไหล่ที่เกิดจากรายการซ่อมเพิ่มเติม บริษัทฯ จะจ่ายชดเชยให้ครึ่งหนึ่งของ
ส่วนลดที่เกิดขึ้น โดยศูนย์บริการเหล่านั้นจะส่งใบแจ้งหนี้พร้อมใบสั่งซ่อม ใบกำกับภาษี และ
ใบเสร็จรับเงิน สำหรับรายการซ่อมดังกล่าวมาเพื่อเรียกเก็บเงินเดือนละครั้ง
บริษัทฯ จึงขอทราบว่า
1. เงินที่ได้รับจากการจำหน่ายบัตรแลกรับบริการ เป็นเงินรับล่วงหน้าทั้งจำนวน (รวม
ภาษีมูลค่าเพิ่ม) เมื่อใดที่ลูกค้านำคูปองในชุดบัตรแลกรับบริการมาใช้ บริษัทฯ จะดำเนินการตามวิธีรับรู้
รายได้ โดยบริษัทฯ จะออกใบเสร็จรับเงินและใบกำกับภาษี ณ เวลาที่ลูกค้ามารับรถและชำระค่าบริการ
และอะไหล่ในราคาปกติของการตรวจเช็คระยะด้วยคูปอง หลังจากนั้น แผนกบัญชีของบริษัทฯ จะโอนเงิน
รับล่วงหน้าจากการขายบัตรแลกรับบริการมาเพื่อตัดลูกหนี้ออกจากบัญชีตามมูลค่าของคูปอง ส่วนลูกหนี้ที่
เหลือจะปรับปรุงเป็นค่าใช้จ่าย ในส่วนของศูนย์บริการมอบอำนาจและศูนย์บริการของผู้จำหน่าย
(dealers) หลังจากดำเนินกรรมวิธีในการรับรู้รายได้และออกใบกำกับภาษีเช่นเดียวกันแล้วศูนย์บริการ
มอบอำนาจและศูนย์บริการของผู้จำหน่าย (dealers) จะส่งใบแจ้งหนี้มายังบริษัทฯ เพื่อให้บริษัทฯ
ชำระเงินตามใบแจ้งหนี้ แผนกบัญชีก็จะบันทึกรายการปรับปรุงเงินรับล่วงหน้าและปรับปรุงค่าใช้จ่าย
เช่นเดียวกัน
2. เมื่อบริษัทฯ จ่ายค่านายหน้าในการจำหน่ายชุดบัตรแลกรับบริการและเงินชดเชยส่วนลด
จากการซ่อมเพิ่มเติม ให้แก่ศูนย์บริการมอบอำนาจหรือผู้จำหน่าย (dealers) ศูนย์บริการมอบอำนาจ
หรือผู้จำหน่าย (dealers) นั้น ต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากบริษัทฯ หรือไม่ และในส่วนของบริษัทฯ
เมื่อจ่ายค่านายหน้าและเงินชดเชยดังกล่าว จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่ ในอัตราเท่าใด

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2555

ฤดูนับสต็อกปลายปี เกมนี้มีระเบิด (ภาษี) ซุกอยู่!

และแล้วฤดูกาลของการตรวจนับสินค้าคงเหลือปลายปี (ending inventory) ก็เวียนมาอีกครั้ง ทำให้พนักงานบริษัทต่างๆ ต้องเหน็ดเหนื่อย (อีกแล้ว) ต้องฝืนกลั้นใจจากฝุ่น หรือกลิ่นสินค้า (จำพวกสารเคมี ฯ) เพื่อนับยอด เคลียร์ยอด สินค้าปลายปีกันเป็นประเพณีปีละครั้งเพื่อนำผลการตรวจนับไปบันทึกบัญชี และแจ้งในงบดุลส่งกระทรวงพาณิชย์ และกรมสรรพากร ตามลำดับ
แน่นอนว่าปริมาณสินค้าที่สูญหาย ขาดเกินจากสมุดสต็อกย่อมมีผลกระทบต่องบการเงิน ต่อการบันทึกบัญชีและภาษีอากร โดยเฉพาะในแง่ VAT นั้นจะมีโทษปรับสูงเสียด้วย แล้วเราจะมีวิธีแก้ไขปมปัญหาดังกล่าวได้อย่างไร หรือไม่? ลองติดตามดูกันไปดีกว่า….
1. ธุรกิจใด ต้องตรวจนับสต็อกบ้าง?
เนื่องจากมาตรฐานการบัญชี (ฉบับที่ 31) ของ ‘สมาคมนักบัญชีและ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย’ ได้ให้นิยาม ‘สินค้าคงเหลือ’ ว่าหมายถึง สินค้าสำเร็จรูป (finished goods) สินค้าระหว่างผลิต (work in process) และวัตถุดิบ (raw material) ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ธุรกิจใดก็ตามที่มีสินค้าหรือวัตถุดิบในครอบครองล้วนต้องทำการ ตรวจนับสินค้าปลายปีทั้งสิ้น อาทิเช่น การผลิตสินค้า รับเหมาก่อสร้าง ซื้อมาขายไป การนำเข้าและส่งออก เป็นต้น
กิจการผลิตสินค้าดูจะยุ่งยากกว่า กิจการอื่นๆ เพราะต้องทำการตรวจนับทั้งวัตถุดิบ สินค้าระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งในทางปฏิบัติมักจะพบว่ายอดตามผลการตรวจนับจริง มักจะแตกต่างจากยอดตามสมุดบัญชีคุมสินค้าอยู่เนืองๆ สาเหตุเกิดได้ในทุกช่วงของการผลิต ตั้งแต่การซื้อวัตถุดิบมา ซึ่งอาจมีปริมาณไม่ครบถ้วนตามใบกำกับสินค้า เนื่องจากมีการระเหิด ระเหย ชำรุด สูญหาย หรือผิดพลาดจากการชั่งตวงวัดก็เป็นได้ทั้งนั้น
ช่วงระหว่างการผลิต ก็จะเกิดปัญหาจากส่วนสูญเสียหรือเศษซากการผลิต รวมทั้งการหย่อนประสิทธิภาพในขณะผลิต หรือสินค้าเสียหายมาก เกินมาตรฐาน เป็นต้น
กิจการให้บริการ ซึ่งมองดูผิวเผินก็มักจะคิดว่าไม่ต้องทำการตรวจนับสินค้าอะไร (เพราะไม่มีตัวสินค้าให้ตรวจนับ) แต่อย่าลืมว่ากิจการเหล่านี้อาจต้องใช้วัสดุ อะไหล่ต่างๆ ในการให้บริการ เช่น อู่ซ่อมรถต้องมีสต็อกอะไหล่หลายๆ ชนิด หรือกิจการรับเหมาก่อสร้างก็ต้องใช้อิฐ หิน ดิน ทราย และเหล็ก ในการรับจ้างก่อสร้าง เป็นต้น ดังนั้นธุรกิจเหล่านี้ก็จำเป็นต้องทำการตรวจนับอะไหล่ หรือวัตถุดิบต่างๆ ที่คงเหลือตอนปลายปีด้วย เพื่อการบันทึกบัญชี และคำนวณต้นทุนของงานบริการ เป็นต้น
2. ภาษีเงินได้นิติบุคคล กับ ‘สินค้าคงเหลือ’
มาตรา 65 ทวิ (6) บัญญัติว่า “ราคาสินค้าคงเหลือในวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี ให้คำนวณตามราคาทุน หรือราคาตลาดแล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่าและให้ถือราคานี้เป็นราคาสินค้าคง เหลือยกมา สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีใหม่ด้วย”
จากบทบัญญัติข้างต้น แสดงว่ากฎหมายภาษีอากรยอมรับวิธีปฏิบัติที่ตรงกันกับกฎหมายบัญชีด้วย นั่นคือ เมื่อมีการตรวจนับสินค้าปลายงวดแล้ว จะต้องให้ผู้ตีราคาอิสระมาทำการแยกแยะและตีราคาสินค้าคงเหลือปลายงวดออกมา แล้วถือเอาราคาทุนหรือราคาตลาดที่ต่ำกว่า (lower of cost or market value (LCM)) เป็นราคาสินค้าคงเหลือปลายปี และยกไปต้นปีถัดไป
ณ จุดนี้ จะมีปัญหาที่ต้องพิจารณาอยู่ 2 ประเด็น คือ
ประเด็นแรก เมื่อปริมาณที่ตรวจนับได้ มีความแตกต่างจากยอด ตามบัญชีคุมสินค้า บริษัทต้องปรับปรุงบัญชีอย่างไร ?
หลักการมีอยู่ว่า ให้บริษัทถือยอดตามผลการตรวจนับได้เป็นยอดที่ถูกต้อง แล้วทำการปรับปรุงการบันทึกบัญชีเสียใหม่ ดังนี้ครับ….

วันอังคารที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2554

แนววินิจฉัยของสรรพากร เรื่อง สวัสดิการอาหารให้พนักงานวันละ 3 มื้อ และ เรื่องค่ากาแฟ เครื่องดื่ม ใช้รับรองลูกค้า

บริษัทมีสวัสดิการด้านอาหารให้พนักงานวันละ 3 มื้อ ภาษีซื้อที่เกิดจากค่าน้ำดื่ม ค่าเครื่องดื่ม กาแฟ น้ำตาล และคอฟฟี่เมทสำหรับพนักงาน ซึ่งบริษัทจัดสรรไว้ให้พนักงานรับประทานในเวลาปฏิบัติงาน และภาษีซื้อที่เกิดจากค่าใช้จ่ายในการทำอาหารให้แก่พนักงาน ได้แก่ ค่าแก๊สหุงต้ม ค่าของใช้เบ็ดเตล็ด เช่น ผงซักฟอก น้ำปลา ซอสปรุงรส เป็นต้น เข้าลักษณะเป็นภาษีซื้อที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการประกอบการของบริษัทฯ และไม่ใช่ภาษีซื้ออันเกิดจากการรับรอง จึงไม่เป็นภาษีซื้อต้องห้าม บริษัทสามารถนำภาษีซื้อดังกล่าวไปหักได้ (กค 0802/พ21395 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2536)


ภาษีซื้ออันเกิดจากค่าเครื่องดื่ม กาแฟ น้ำตาลและคอฟฟี่เมท สำหรับรับรองลูกค้า เป็นรายจ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อการรับรอง จึงเข้าลักษณะเป็นภาษีซื้อต้องห้ามตามมาตรา 82/5(4) แห่งประมวลรัษฎากร จึงไม่สามารถขอคืนภาษีหรือนำไปหักออกจากภาษีขายในการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม (กค 0802/พ21395 ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2536)


(ที่มา : คำอธิบาบ VAT ภาษีซื้อทั้งระบบ อาจารย์อมรศักดิ์ พงศ์พศุตม์)

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2554

เบี้ยปรับเงินเพิ่ม ค่าปรับอาญา



เบี้ยปรับเงินเพิ่ม - ภาษีมูลค่าเพิ่ม

1. ค่าปรับอาญา กรณีไม่ได้ยื่นแบบ ภพ.30
  • ยื่นแบบเกินกำหนดเวลา แต่ไม่เกิน 7 วัน ปรับ 300 บาท
  • ยื่นแบบเกินกำหนดเวลาและเกิน 7 วัน ปรับ 500 บาท
2. เงินเพิ่ม
  • คิดในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ของภาษีที่ต้องชำระทั้งสิ้น (เศษของเดือนนับเป็น 1 เดือน)
  • กรณีไม่มีภาษีต้องเสีย ก็ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม
3. เบี้ยปรับ การเสียค่าเบี้ยปรับแบ่งได้ 2 กรณี คือกรณียิ่นแบบเพิ่มเติม (ต้องมีการยื่นแบบปกติมาก่อน
ถึงจะยื่นเพิ่มเติมได้) กับ กรณีไม่เคยยื่นแบบ (อาจจะลืมยื่นหรือมีเงินไม่พอจ่ายก็เลยไม่ยื่น)
3.1 กรณียื่นเพิ่มเติม คิดเบี้ยปรับในอัตรา 2% - 20%
  • ถ้าชำระภายใน 1-15 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 2%
  • ถ้าชำระภายใน 16-30 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 5%
  • ถ้าชำระภายใน 31-60 วัน คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 10%
  • ถ้าชำระหลัง 60 วันไปแล้ว คิดค่าเบี้ยปรับในอัตรา 20%

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ปัญหาใบกำกับภาษีที่พบบ่อย

ปัญหาที่มักจะพบกันอยู่บ่อยๆ คือ "ใบกำกับภาษี" ที่ผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องออกให้กับลูกค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งใบกำกับภาษีเต็มรูปแบบที่ใช้เป็นหลักฐานในการขอภาษีซื้อ คืน ของผู้จ่ายเงินที่ซื้อสินค้า บริการนั้นๆ ซึ่งผู้ขายจะต้องทำใบกำกับภาษีเต็มรูปตามแบบประมวลรัษฎากร โดยส่งมอบต้นฉบับใบกำกับภาษีให้แก่ผู้ซื้อ และเก็บรักษาสำเนาใบกำกับภาษี เพื่อการลงรายงานภาษีขาย ภายใน 3 วันทำการนับจากวันที่ในการเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเกิดขึ้น ใบกำกับภาษีเต็มรูป ตามประมวลรัษฎากร อย่างน้อยต้อมมีรายการดังต่อไปนี้
  1. คำว่า "ใบกำกับภาษี" ในที่ที่เห็นได้ชัดเจน
  2. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่จัดทำใบกำกับภาษี
    ชื่อ หมายถึง ชื่อผู้ประกอบการ หรือชื่อสถานประกอบการ หรือชื่อการค้าของสถานประกอบการตามที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ,ชื่อ หมายถึง ชื่อผู้ประกอบการ หรือชื่อสถานประกอบการ หรือชื่อการค้าของสถานประกอบการตามที่ได้จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม, ที่อยู่ หมายถึง ที่ตั้งของสถานประกอบการตามที่ได้จดทะเบียนฯไว้ กรณีระบุที่อยู่ไม่ครบถ้วน แต่รายการที่อยู่ที่ระบุไว้ถูกต้อง และสามารถบอกตำแหน่งที่ตั้งที่ชัดเจนได้ ให้ถือว่าได้ระบุที่อยู่ครบถ้วนแล้ว
  3. ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อ คือชื่อผู้ประกอบการ ชื่อสถานประกอบการ ชื่อการของสถานประกอบการ ตามที่ได้จดทะเบียนฯไว้ กรณีบุคคลธรรมดาให้รวมถึงนามสกุลด้วย กรณีระบุชื่อผู้ซื้อไม่ครบถ้วน โดยมีเครื่องหมาย ไปยาลน้อย (ฯ) ละคำที่ประกอบคำหน้า แต่เป็นที่เห็นได้อย่างชัดเจนโดยไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ประกอบ การรายอื่น เช่น "การสื่อสารแห่งประเทศไทย" เขียนว่า "การสื่อสารฯ" ให้ถือว่าได้ระบุชื่อครบถ้วนแล้ว กรณีระบุชื่อผู้ชื่อ โดยตัวสะกด สระ วรรณยุกต์ การันต์ ผิดพลาด แต่เป็นที่เห็นได้อย่างชัดเจนโดยไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดว่าเป็นผู้ประกอบ การรายอื่น ให้ถือว่าได้ระบุชื่อครบถ้วนแล้ว
  4. หมายเลขลำดับของใบกำกับภาษี และหมายเลขลำดับของเล่น (ถ้ามี)
  5. ชื่อ ชนิด ประเภท ปริมาณ และมูลค่าของสินค้าหรือบริการ ชื่อ ชนิด ประเภทของสินค้าหรือบริการ ให้ระบุเฉพาะชื่อ ชนิด ประเภท ของสินค้าหรือบริการ ที่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในใบกำกับภาษี เว้นแต่ในกรณีที่มีความเป็นต้องระบุชื่อ ชนิด ประเภทของสินค้าหรือบริการ ที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มในใบกำกับภาษีด้วย ให้กระทำโดยต้องจัดให้มีเครื่องหมายหรือแยกรายการแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเป็น สินค้าหรือบริการที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม
  6. มูลค่าของสินค้า หรือบริการที่ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม และจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ โดยให้แยกออกจากค่าสินค้าหรือบริการให้ชัดแจ้ง กรณีภาษีมูลค่าเพิ่มตามใบกำกับภาษีมีจำนวนมากกว่าหรือน้อยกว่าภาษีมูลค่า เพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าของสินค้าหรือบริการ คูณด้วยอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มหารด้วย 100 อันเนื่องมาจากการคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มมีเศษเป็นจุดทศนิยม ผู้ประกอบการต้องเสียภาษีตามจำนวนภาษีมูลค่าเพิ่มที่คำนวณจากมูลค่าสินค้า หรือบริการ คูณด้วย อัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม หารด้วย 100
  7. วันเดือนปี ที่ออกใบกำกับภาษี ใช้ตัวเลขแทนการระบุชื่อเดือนก็ได้และให้พุทธศักราช หรือ คริสต์ศักราช ก็ได้
ที่มา suretax

วันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์

คำสั่งกรมสรรพากร
ที่ ป. 90/2542
เรื่อง การเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม และการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ตามมาตรา 81(1)(ต) การโอนสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 77/1(8) และ (9) และการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร
---------------------------------------------
เพื่อให้เจ้าพนักงานสรรพากรถือเป็นแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการเสียภาษีมูลค่า เพิ่ม และการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับการให้บริการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 81(1)(ต) การโอนสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 77/1(8) และ (9) และการให้บริการตามมาตรา 77/1(10) แห่งประมวลรัษฎากร กรมสรรพากรจึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกับภาษีมูลค่าเพิ่ม

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่มบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย


ขอนำประเด็นหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข เกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม สำหรับทรัพย์สิน หรือสินค้าที่บริจาคที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มบริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย หรือภัยธรรมชาติอื่น ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมาปุจฉา - วิสัชนา ดังต่อไปนี้

ปุจฉา มีหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนำสินค้าหรือทรัพย์สินที่ใช้ในการประกอบการ หรือซื้อหามาเพื่อบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยธรรมชาติ ทั้งกรณีอุทกภัย วาตภัย อัคคีภัย หรือภัยพิบัติอื่นอย่างไร
วิสัชนา ในหลักการเบื้องต้นเกี่ยวกับการที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มนำสินค้าหรือทรัพย์สินออกบริจาคให้แก่ผู้ประสบภัยหรือบุคคลอื่น นั้น ตามกฎหมายภาษีมูลค่าเพิ่มถือเป็นการ “ขาย” ตามมาตรา 77/1 (8)(ง) แห่งประมวลรัษฎากร เข้าลักษณะเป็นการนำสินค้าไปใช้ไม่ว่าประการใดๆ โดยต้องนำมูลค่าตาม “ราคาตลาด” ของสินค้าหรือทรัพย์สินที่นำออกบริจาคมารวมคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่มในเดือนภาษีที่ได้บริจาคนั้น ซึ่งได้แก่การบริจาคสินค้าให้แก่บุคคลหรือคณะบุคคลดังต่อไปนี้

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ภาษีซื้อห้ามขอคืน แต่ถือเป็นค่าใช้จ่าย

ผู้ ประกอบการที่มีการจดทะเบียนอยู่ในระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม ในแต่ละเดือนภาษีผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม โดยการนำภาษีขายหักออกจากภาษีซื้อ หากภาษีขายมากกว่าภาษีซื้อผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่ม และหากภาษีขายน้อยกว่าภาษีซื้อผู้ประกอบการมีสิทธิขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ นำไปเครดิตภาษีขายเดือนถัดไปได้

ภาษีขาย หมายถึง ภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนได้เรียกเก็บหรือพึงเรียกเก็บจาก ผู้ซื้อสินค้าหรือผู้รับบริการที่กิจการมีหน้าที่นำส่งกรมสรรพากร ในขณะที่ภาษีซื้อหมายถึงภาษีมูลค่าเพิ่มที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนถูกผู้ ประกอบการจดทะเบียนอื่นเรียกเก็บ ซึ่งเกิดจากการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่กิจการมีสิทธิขอคืนหรือนำไปเครดิตภาษีขายได้

การขอภาษีซื้อคืน หรือนำไปเครดิตภาษีขายนั้นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มจะต้องระมัด ระวังว่า ภาษีซื้อที่เกิดจากการจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ นั้นไม่มีสิทธินำมาขอคืนหรือเครดิตภาษีขายได้ทุกประเภท เนื่องจากในระบบภาษีมูลค่าเพิ่มได้กำหนดให้ภาษีซื้อบางชนิดผู้ประกอบการไม่ มีสิทธิขอคืนแต่นำไปถือเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ครม.คงภาษีมูลค่าเพิ่ม7%ต่ออีก2ปี

รมว.คลัง เผย ครม. มีมติให้คงภาษีมูลเพิ่ม 7 % ต่ออีก 2 ปี  ช่วยผู้ประกอบการให้ต้นทุนคงที่
นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า   ที่ประชุม คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้อนุมัติ ตามที่ ก.คลังเสนอให้ ยืดระยะเวลา การคงภาษีมูลค่าเพิ่มในอัตรา 7 % ต่อไป เป็นเวลา อีก 2 ปี หลังจากจะหมดเวลาลงในช่วงเดือนกันยายน สาเหตุที่ต้องยืดระยะเวลาออกไป เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ อยู่ในระหว่างการฟื้นตัว จึงต้องการให้ผู้ประกอบการ ธุรกิจ มีต้นทุนคงที่และสามารถประเมินสถานการณ์ในระยะยาวได้

แหล่งข้อมูล หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์