h1.post-title{ font-size:20px;}

วันพฤหัสบดีที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ภาษีธุรกิจเฉพาะ มีกรณีใดบ้างที่ไม่ต้องจ่าย

ภาษีธุรกิจเฉพาะ มีกรณีใดบ้างที่ไม่ต้องจ่าย

1. การโอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินโดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่วัด (ตามมาตรา 5 บัณรส แห่งพระราชกฤษฎีกา
ฉบับที่ 10)

2. การโอนอสังหาริมทรัพย์อันเนื่องมาจากที่ผู้ประกอบกิจการซึ่งเป็นบริษัทมหาชนจำกัด หรือบริษัทจำกัด
ควบเข้ากันหรือโอนกิจการทั้งหมดให้แก่กัน (ตามมาตรา 5 โสฬส  แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 10)

3. การขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นโรงงานพร้อมที่ดินของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลเพื่อย้ายสถานประกอบการ
เข้าไปอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมฯ (ตามมาตรา 5 เอกวีสติ แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 10)

4. รายรับของสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล  (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 291)

5. ค่าทดแทนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้รับ
จากส่วนราชการฯ  (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 295)

 6. การ โอนทรัพย์สิน การขายสินค้าหรือการให้บริการอันเนื่องมาจากการดำเนินการตามคำขอประนอมหนี้ หรือแผนฟื้นฟูกิจการของลูกหนี้ (ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 340)

7. การขายอสังหาริมทรัพย์เฉพาะที่ต้องจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม (ตามมาตรา 4(6)(ก) ถึง (ช) แห่งพระราชกฤษฎีกา
ฉบับที่ 342)

8. การ จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมโอนทรัพย์สินที่เป็นสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ ให้แก่นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรฯ  (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 378)

9. รายรับเฉพาะที่เป็น กำไรก่อนหักรายจ่ายใด ๆ จากการซื้อหรือขายตั๋วเงินหรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใด ๆ  (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 388)

10. ผู้ขายหลักทรัพย์ในกิจการซื้อหรือขายหลักทรัพย์โดยมีสัญญาขายหรือซื้อคืน (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 392 )

11. การ โอนทรัพย์สินอันเนื่องมาจากการดำเนินการสนับสนุนการศึกษา ตามโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการให้ความเห็นชอบ (ตามมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 420)

12. การโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่สถาบันอุดมศึกษาเอกชน (ตามมาตรา 3 และมาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 427)

13. การ โอนกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในอสังหาริมทรัพย์โดยไม่มีค่าตอบแทนให้แก่ สภากาชาดไทย (ตามมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 447)

14. ราย รับจากการรับฝากหรือการกู้ยืมเงินตราจากต่างประเทศเพื่อให้กู้ยืมในต่าง ประเทศ เฉพาะส่วนที่เป็นรายรับตามมาตรา 91/5(1) แห่งประมวลรัษฎากร ที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับ (ตามมาตรา 8 แห่งพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 454)

หมายเหตุ 
กรณีประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ กรมสรรพากรวางแนวทางปฏิบัติ ตามคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.26/2534 กำหนดให้รายรับกรณีดอกเบี้ยสำหรับกิจการเยี่ยงธนาคารพาณิชย์ไม่ต้องนำมารวม คำนวณเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ ดังนี้
                (1) กรณี บริษัทในเครือเดียวให้กู้ยืมเงินกันเอง ไม่ว่าจะนำเงินของตนหรือนำเงินที่กู้ยืมจากบุคคลอื่นมาให้กู้ยืมในระหว่าง กันเอง และไม่ว่าจะคิดดอกเบี้ยในอัตราเท่าใดก็ตาม ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมเงินในกรณีเช่นนี้ ไม่ต้องนำมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ
                           คำว่า  "บริษัทในเครือเดียวกัน"  หมายความว่า  บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ตั้งแต่สอง นิติบุคคลขึ้นไปซึ่งมีความสัมพันธ์กัน โดยบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลใดถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนอยู่ในบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลอีกแห่งหนึ่งไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของหุ้นทั้งหมดที่มีสิทธิออกเสียงในบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้น เป็นเวลาไม่น้อยกว่าหกเดือนก่อนวันที่มีการกู้ยืม
                (2) กรณีที่บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนำเงินทุน  เงินกู้ยืม  เงินเพิ่มทุน  หรือเงินอื่นที่เหลืออยู่ไปฝากธนาคารหรือซื้อตั๋วเงินของสถาบันการเงิน อื่น     โดยได้รับดอกเบี้ยตามอัตราปกติกรณีเช่นนี้ไม่ถือว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นรายรับ ที่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ แม้ว่าบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นจะประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยง ธนาคารพาณิชย์ก็ตาม
                          ความใน  (1)   และ  (2)   ไม่รวมถึงการประกอบกิจการธนาคาร  กิจการธุรกิจเงินทุนธุรกิจ หลักทรัพย์  ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ และการรับประกันชีวิต ตามกฎหมายว่าด้วยการประกันชีวิต
                  (3) กรณี บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีระเบียบเกี่ยวกับเงินกองทุนสะสมพนักงาน  หรือทุนอื่นใดเพื่อพนักงาน และบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้นำเงินกองทุนนี้ออกให้พนักงานที่เป็น สมาชิกกู้ยืมเป็นสวัสดิการ โดยคิดดอกเบี้ยสำหรับเงินที่ให้กู้นั้นตามสมควร ไม่ต้องนำดอกเบี้ยนั้นมารวมคำนวณเป็นรายรับเพื่อเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ

ที่มา accounttothai

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น