h1.post-title{ font-size:20px;}

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เสียภาษีอย่างไร เมื่อขายรถยนต์เก่า


   ขายรถยนต์เก่าวันนี้ขอพูดถึงรถยนต์ซะหน่อย ทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้พึ่งพารถยนต์ในการเดินทางเพื่อ ประกอบธุรกิจ พบญาติ ท่องเที่ยว ซื้อสินค้าประจำวัน ธุระอื่นๆ จิปาถะ รถยนต์ที่ใช้ก็มีหลากหลายรูปแบบ หลายยี่ห้อ จำไม่หวาดไหว รถยนต์จึงเป็นปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค 

หากท่านสังเกตข้างถนนจะพบร้านขายรถ ยนต์เก่าจำนวนมาก ผู้ประกอบการขายรถยนต์เก่าที่ใช้แล้ว จะหารถยนต์เก่ามาเสนอขายหลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น ซื้อรถยนต์เก่าจากเจ้าของรถยนต์โดยตรง เข้าประมูลรถยนต์จากการขายทอดตลาด รับฝากขายรถยนต์จากเจ้าของ เป็นต้น 

การขายรถยนต์เก่าที่เป็นรถยนต์ส่วน ตัวของบุคคลทั่วไปหรือการขายรถยนต์เก่าที่ใช้แล้วของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล ต้องเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ หากต้องเสียภาษีจะเสียอย่างไร เสียที่ไหน คำถามครุ่นคิดอยู่ในใจ อันนี้ไม่แปลกอะไร ส่วนใหญ่ประเด็นทางภาษีผู้ขายทรัพย์สินมักจะคิดได้หลังจากตกลงราคาซื้อขาย กันแล้ว การคิดทีหลังอาจจะทำให้เงินหรือรายได้จากการขายรถยนต์เก่าต่ำกว่าที่ตนเอง ต้องการก็ได้ 

การขายรถ ยนต์ส่วนตัวที่ใช้แล้วของบุคคลทั่วไป หรือการขายรถยนต์เก่าที่ใช้แล้วของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีประเด็นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร สรุปได้ ดังนี้ 

ขายรถยนต์ส่วนตัวที่ใช้แล้วของบุคคล ทั่วไป วันดี คืนดี หากมีรายได้มากขึ้น หรืออยากได้รถยนต์คันใหม่ เพราะแคมเปญล่อตาล่อใจ หรือเพราะจะถูกยึดรถยนต์คืน หรือเพราะเหตุใดๆ ก็ตาม หากท่านที่เป็นบุคคล ธรรมดาและได้ขายรถยนต์ส่วนตัวของท่านออกไป ท่านไม่ต้องนำเงินได้จากการขายรถยนต์ส่วนตัวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่มิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร และถ้าหากรถยนต์นั้นขายได้ราคาสูงกว่า 1.8 ล้านบาท ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ 

คำตอบก็คือ ไม่เสีย เหตุผลเช่นเดียวกันกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่การขายรถยนต์ส่วนตัวนั้นจะต้องเสียอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อวงเงิน 200 บาท เช่น ขายรถยนต์ 2 แสนบาท จะเสียอากรแสตมป์ 1,000 บาท โดยชำระอากรแสตมป์ที่กรมการขนส่งทางบก ขณะที่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ 

ขายรถยนต์ เก่าที่ใช้แล้วของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณีที่บริษัทได้ขายรถยนต์เก่าที่ใช้แล้วของบริษัท ฯลฯ ออกไป ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์เก๋ง รถปิกอัพหรือรถยนต์บรรทุกอื่นใด จะต้องนำรายได้จากการขายรถยนต์(กำไรจากการขายทรัพย์สิน)มารวมเป็นรายได้ เพื่อคำนวณหาจำนวนกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อไป 

ส่วนภาษี มูลค่าเพิ่มนั้น หากบริษัท ฯลฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม รถยนต์เก่าที่ขายออกไปต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ไม่ว่าขณะที่ซื้อรถยนต์มาใช้งานจะมีภาษีซื้อหรือไม่ก็ตาม พูดง่ายๆ ว่าต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อรถยนต์เมื่อได้ขายรถยนต์ออกไป โดยใช้ราคาตลาดสำหรับรถยนต์นั้น ในส่วนของอากรแสตมป์ หากบริษัท ฯลฯ ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายรถยนต์แล้ว ก็ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์แต่อย่างใด 

การขายรถยนต์เก่าที่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนตัวของบุคคลทั่วไปหรือรถยนต์ของบริษัทหรือห้างหุ้น ส่วนนิติบุคคล ผู้ขายรถยนต์มีหน้าที่ทางภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรที่กล่าวมาข้างต้น ท่านสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งในการวางแผนขายและซื้อรถยนต์ได้ ว่าควรจะขายหรือซื้อในราคาใด แต่ภาษีอากรเป็นเพียงปัจจัยเล็กน้อยในการขายหรือซื้อรถยนต์เก่าที่ใช้แล้ว มีปัจจัยอื่นที่เป็นตัวแปรที่สำคัญกว่านี้อีกเยอะ เช่น สภาพของรถยนต์ ดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นต้น สวัสดีครับ 

บทความโดย : สมชาย ชูเกตุ    ที่มา : โพสต์ทูเดย์  วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น