h1.post-title{ font-size:20px;}

วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559

พระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรพ.ศ. 2558

พระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรพ.ศ. 2558

(๑) ต้องเป็นบริษัทฯที่เสียภาษีจากกำไรสุทธิ

(๒) บริษัทฯจะต้องมีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชีที่ผ่านมาและมีมีกำหนดครบสิบสองเดือนโดยวันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีที่เกิดขึ้นก่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม 2558

(๓) ได้รับยกเว้นจากการตรวจสอบ ไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษีและความผิดอาญาตามประมวลรัษฎากร สำหรับรายได้หรือมูลค่าของฐานภาษี รายรับหรือการกระทำตราสารก่อนวันที่ 1 มกราคม 2559 แต่ไม่ใช้บังคับ กรณีถูกดำเนินก่อนวันที่ 1 มกราคม 2559 ดังต่อไปนี้
(๓.๑) ถูกตรวจสอบโดยมีหมายเรียก
(๓.๒) ไม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบของเจ้าพนักงานประเมิน
(๓.๓) เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีปลอมหรือเป็นผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมหรือกระทำการหลีกเลี่ยงการเสียภาษีโดยแสดงรายจ่ายอันเป็นเท็จต่อกรมสรรพากร
(๓.๔) ไม่อยู่ระหว่างดำเนินคดีในชั้นพนักงานสอบสวน ชั้นพนักงานอัยการหรือชั้นศาล

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558

การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี

การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี มี 2 กรณี
1. การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีจากประมาณการกำไรสุทธิ จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลานั้นและให้คำนวณและ ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณกำไรสุทธิในรอบของระยะ เวลานั้นแต่เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียภาษีประมาณการกำไรสุทธิน้อยกว่าที่ควร ประมาณการ จึงมีการกำหนดให้ผู้เสียภาษีหากมีการแสดงประมาณกำไรขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ จะถูกลงโทษต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 หากผู้ เสียภาษีจะไม่ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ จะต้องเป็นมีเหตุอันสมควร แต่แนวปฏิบัติที่พิจารณาเหตุอันสมควรตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ป. 50/ 2537 กำหนดให้จัดทำประมาณกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่ น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี เงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว ปัจจุบันกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ป. 152/2558 ลงวันที่ 10 กันยายน 2558 กำหนดเหตุอันสมควรเพิ่มเติมมาอีกกรณีหนึ่ง ดังนี้

วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ภาษีโรงเรียนกวดวิชา

ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดโรงเรียนเอกชนเป็น 2 ระบบ
1. โรงเรียนในระบบหมายความว่า โรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยกำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาการศึกษา การจัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน เช่น โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนเซนต์ฯต่างๆ โรงเรียนนานาชาติ เป็นต้น
2. โรงเรียนนอกระบบหมายความว่า โรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยมีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาการศึกษา การวัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา เช่น โรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนสอนดนตรี โรงเรียนวิชาชีพ รวมถึงศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาตีกา) และสถาบันศึกษาปอเนาะ
กฎหมายภาษีเงินได้ของโรงเรียนเอกชนที่มีการแก้ไขตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 588-590) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 307ซึ่งมีการลงราชกิจจานุเบกษาแล้วมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2558 โดยสรุปสาระสำคัญตามกฎหมายใหม่ได้ดังต่อไปนี้