h1.post-title{ font-size:20px;}

วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555

รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

หากผู้ประกอบการได้รับ  "บิลเงินสด"  มาประกอบเป็นเอกสารประกอบการลงบัญชี  โดยตามประมวลรัษฎากรจะถือเป็นรายจ่ายต้องห้ามในการคำนวณกำไรสุทธิตามมาตรา  65  ตรี แห่งประมวลรัษฎากร  ซึ่งกำหนดไว้ในมาตรา  65  ตรี ( 18 )  ดังนี้

( 18 )  รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ



ดัง นั้น  "บิลเงินสด"  ที่กิจการได้รับมาจากการจ่ายค่าใช้จ่ายออกไปนั้น  ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้รับเงิน  หรือผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการมีตัวตนจริง  ทางบัญชีจะบันทึกบัญชีเป็นค่าใช้จ่าย  แต่ทางภาษีอากรจะต้องนำรายจ่ายนั้นไปปรับปรุงกำไรสุทธิ ( บวกกลับ )  แต่หากกิจการสามารถพิสูจน์ได้ว่าผู้รับมีตัวตนจริงก็จะถือเป็นรายจ่ายได้ ไม่ต้องห้ามตามประมวลรัษฎากร



กรณีศึกษา

กรณีการพิจารณารายจ่ายซึ่งพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

ในกรณีที่บริษัทมีรายจ่ายที่จ่ายไปเพื่อกิจการของบริษัทและได้รับหลักฐานดังต่อไปนี้ คือ

1.  ใบรับเงิน  มีชื่อ  ที่อยู่  และเลขบัตรประจำตัวประชาชนของผู้รับเงิน หรือ

2.  บิลเงินสด  มีชื่อ  ที่อยู่ผู้รับเงิน  แต่ไม่มีเลขประจำตัวผู้เสียภาษี  หรือ

3.  บิลเงินสด  มีการประทับตรายางที่อยู่ผู้ขาย หรือมีการเขียนชื่อ  ที่อยู่  และเบอร์โทรศัพท์ของผู้ขาย

รายจ่ายดังกล่าวจะต้องห้ามในการลงรายจ่ายตามมาตรา 65 ตรี ( 18 ) แห่งประมวลรัษฎากร หรือไม่



คำวินิจฉัย

ตาม ข้อเท็จจริงข้างต้นรายจ่ายดังกล่าวมีหลักฐานระบุชื่อที่อยู่ขอ่งผู้รับเงิน  ซึ่งสามารถพิสูจน์ถึงตัวผู้รับได้  รายจ่ายดังกล่าวจึงไม่เข้าลักษณะเป็นรายจ่ายต้องห้ามตามมาตรา 65 ตรี ( 18 )  แห่งประมวลรัษฎากรแต่อย่างใด

( หนังสือกรมสรรพากรที่  กค 0802/10093  ลงวันที่  14  มิถุนายน  2537 )



สรุป  เมื่อกิจการจ่ายค่าใช้จ่ายออกไปนั้น  ผู้ขายหรือผู้รับเงินได้ออกหลักฐานเป็น  "บิลเงินสด"   จะถือเป็นรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิได้  ต่อเมื่อจะต้องพิสูจน์ได้ว่าผู้รับเงิน  หรือผู้ขายสินค้าหรือผู้ให้บริการมีตัวตนจริง  รับเงินจากกิจการจริง  หาก  "บิลเงินสด"  ที่กิจการได้รับได้มีข้อความอย่างน้อยดังต่อไปนี้

1.  ชื่อ-ที่อยู่ของผู้รับเงิน หรือผู้ขาย หรือผู้ให้บริการ

2.  วัน  เดือน  ปีที่ได้รับเงิน

3.  ชื่อ-ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้า  หรือผู้จ่ายเงิน

4.  รายละเอียดของรายการสินค้าหรือบริการที่เกิดขึ้น

5.  ลายเซ็นของผู้รับเงิน


วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

มาตรการช่วยเหลือ SME ปี55‏

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ (วันที่ 24 เมษายน 2555) มีมติเห็นชอบมาตรการเพิ่มขีดความสามารถ SMEs ซึ่งจะมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนาผลิตภาพการผลิต การสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และการลดภาระต้นทุนค่าแรง รวมทั้งเป็นการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
จากอุทกภัย ผ่านมาตรการทางการเงินและมาตรการภาษี ดังนี้
1. มาตรการทางการเงิน
1.1 โครงการสินเชื่อเพื่อเพิ่มผลิตภาพการผลิต (Productivity Improvement Loan) โดยธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เป็นโครงการสินเชื่อเพื่อให้ผู้ประกอบการที่เป็นวิสาหกิจขนาดย่อมนำไปใช้ในการพัฒนาเครื่องจักรหรือกระบวนการทำงาน มีวงเงินโครงการรวม 20,000 ล้านบาท ระยะเวลากู้ยืมสูงสุด 7 ปี สำหรับสินเชื่อเพื่อพัฒนาเครื่องจักร และ 5 ปี สำหรับสินเชื่อเพื่อพัฒนากระบวนการทำงาน โดยสินเชื่อทั้ง 2 ประเภทมีอัตราดอกเบี้ย 2 ปีแรกอยู่ที่ MLR-3 / ปีที่ 3 เป็นต้นไปอยู่ที่MLR มีวงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อรายไม่เกิน 5 ล้านบาท และไม่จำเป็นต้องมีหลักประกัน ซึ่งผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับการสนับสนุนในการวินิจฉัยสถานประกอบการพร้อมกับการให้คำปรึกษาและอบรมจากผู้เชี่ยวชาญที่ภาครัฐจัดให้ควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอกับ ธพว. ได้ภายใน 2 ปีนับแต่วันนี้
1.2 โครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme ระยะที่ 4 (PGS ระยะที่ 4) โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นการค้ำประกันสินเชื่อที่สถาบันการเงิน
ปล่อยให้กับ SMEs ที่มีศักยภาพแต่มีหลักประกันไม่เพียงพอในลักษณะ Portfolio มีวงเงินค้ำประกันรวม 24,000 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 5 ปี วงเงินค้ำประกันสูงสุดต่อรายไม่เกิน 40 ล้านบาท มีค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่อปี อยู่ที่ร้อยละ 1.75 ของยอดค้ำประกันคงค้าง ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอกับสถาบันการเงินที่ใช้บริการอยู่ ได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555
1.3 โครงการค้ำประกันสินเชื่อในลักษณะ Portfolio Guarantee Scheme สำหรับผู้ประกอบการใหม่ (PGS New/Start-up) โดย บสย. เป็นการค้ำประกันสินเชื่อให้กับ SMEs ที่เพิ่งเริ่มกิจการใหม่ไม่เกิน 2 ปี ในลักษณะ Portfolio มีวงเงินค้ำประกันรวม 10,000 ล้านบาท ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 7 ปีวงเงินค้ำประกันสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท มีค่าธรรมเนียมค้ำประกันต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 2.5 ของยอดค้ำประกันคงค้าง โดยรัฐบาลจะชดเชยค่าธรรมเนียมให้ในปีแรก นอกจากนี้ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการจะสามารถเข้ารับการฝึกอบรมจากหน่วยงานที่ภาครัฐจัดให้ควบคู่ไปด้วย ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถยื่นคำขอกับสถาบันการเงินที่ใช้บริการอยู่ได้ภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555
1.4 กองทุนพัฒนาผีมือแรงงาน ให้ SMEs กู้ยืมเพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 0.1 ต่อปี วงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อรายไม่เกิน 42,000 บาท ระยะเวลากู้ยืมสูงสุด 4 ปี ทั้งนี้ผู้ประกอบการสามารถติดต่อกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานหรือหน่วยงานในสังกัดได้โดยตรงภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555
1.5 โครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน (ผ่านกองทุนประกันสังคม) ให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน (โดยอาศัยแหล่งเงินทุนจากกองทุน) ให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ
จากค่าแรงที่เพิ่มขึ้นสำหรับใช้เป็นเงินทุนในการเสริมสภาพคล่อง หรือเพิ่มผลิตภาพการผลิต เพื่อเป็นการรักษาการจ้างงานไว้ โครงการนี้มีวงเงินรวมอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท วงเงินกู้ยืมสูงสุดต่อรายไม่เกิน 4 ล้านบาทขึ้นอยู่กับจำนวนการจ้างงาน ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถติดต่อกับสำนักงานประกันสังคมได้โดยตรงภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555
2. มาตรการภาษี
2.1 มาตรการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลในส่วนที่เป็นเงินได้ที่มาจากการขายเครื่องจักรเก่าเพื่อซื้อเครื่องจักรใหม่ มีระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์สำหรับการขายเครื่องจักรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ถึง 31 ธันวาคม 2555
2.2 มาตรการหักค่าเสื่อมเครื่องจักร โดยให้หักค่าเสื่อมราคาของเครื่องจักรใหม่ได้ร้อยละ 100 ในปีแรก มีระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์สำหรับการหักค่าเสื่อมเครื่องจักรตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2555 ถึง 31
ธันวาคม 2555
2.3 มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ โดยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5 เท่าของส่วนต่างค่าแรงที่เพิ่มขึ้นจากเดิมเป็น 300 บาทต่อวันระยะเวลาการให้สิทธิประโยชน์ตั้งแต่วันที่เริ่มใช้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทตามที่รัฐบาลประกาศกำหนด (1 เมษายน 2555) ถึง 31 ธันวาคม 2555
ทั้งนี้ SMEs ที่เข้าข่ายได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในที่นี้ หมายถึง 1) นิติบุคคลทุนจดทะเบียนไม่เกิน 5
ลบ. และมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ลบ. ต่อปี มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 200,000 กว่าราย และ
2) บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้เข้าข่ายตามมาตรา 40 (5) (6) (7) และ (8) มีจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 500,000 กว่าราย
_______________________________
สำนักนโยบายระบบการเงินและสถาบันการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
โทร. 0-2273-9020 ต่อ 3232

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2555

การขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

โดยที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้อาศัยอำนาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรคสองแห่งประมวลรัษฎากร ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี และการนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีธุรกิจเฉพาะ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ออกไปอีก 8 วัน นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนด โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีลดการใช้กระดาษเพื่อสนับสนุนโครงการร่วมชดเชยการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของกรมสรรพากร (RDCarbon Credit) อันเป็นการปลุกจิตสำนึกให้ผู้มีหน้าที่เสียภาษีมีส่วนร่วมกับสังคมในการลดภาวะโลกร้อน ทั้งนี้ สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามประมวลรัษฎากรที่กำหนดให้ยื่นรายการภาษี ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2557
กรมสรรพากรขอชี้แจงเกี่ยวกับการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีการชำระภาษี และการนำส่งภาษี สำหรับกรณีการยื่นแบบแสดงรายการผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในสาระสำคัญเพื่อให้เป็นที่เข้าใจกันโดยทั่วไป ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ให้ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษีตามประมวลรัษฎากรผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต สำหรับการยื่นแบบแสดงรายการภาษีที่บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากร
กำหนดให้ยื่นรายการในระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2557 ดังนี้