h1.post-title{ font-size:20px;}

วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 199 ใบกำกับภาษีรูปแบบใหม่ บุคคลธรรมดาไม่ต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี

ตามที่กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 196 เกี่ยวกับรูปแบบใบกำกับภาษีแบบใหม่ โดยจะผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2557 แต่ได้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2558 โดยสาระสำคัญในใบกำกับภาษีรูปแบบใหม่นี้จะต้องมีระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้ซื้อหรือผู้รับบริการลงในใบกำกับภาษีด้วย
ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีข้อดีในแง่ของการตรวจสอบ แต่ไม่สะดวกกรณีที่บุคคลธรรมดาจะซื้อสินค้าหรือบริการ จะต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ซึ่งเป็นเลขเดียวกับบัตรประชาชน) ทางกรมสรรพากรจึงได้ออก ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 199
ข้อ 7 ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้จัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อ สินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ไว้ในใบกำกับภาษีนั้น โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้ ทั้งนี้ สำหรับการจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จัดทำ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป
โดยเนื้อหาที่สำคัญในประกาศฉบับนี้ คือ ให้ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่า เพิ่มเท่านั้น ดังนั้นกรณีที่ไปซื้อสินค้า และต้องการให้ออกใบกำกับภาษีในนามของบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ ประกอบการจดทะเบียน ก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งประจำตัวผู้เสียภาษีอีกต่อไป
เนื่องจากบุคคลธรรมดาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะไม่สามารถนำภาษีซื้อ ภาษีขาย ไปหักลดหย่อนใดๆ ได้ จะใช้ได้แต่เพียงเพื่อเป็นหลักฐานในการจ่ายชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการเท่า นั้น ส่วนผู้ประกอบการที่จดทะเบียนมีสิทธิในการนำใบกำกับภาษีให้เครดิตภาษีได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนก่อนที่จะรับใบกำกับภาษี จะต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และตรวจสอบให้ถูกต้องด้วย  มิฉะนั้นจะไม่สามารถนำไปเครดิตภาษีได้

ที่มา businesssoft.com

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การคำนวณกำไรสุทธิและเงินได้สุทธิสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์


กรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 148/2557
เรื่อง การคำนวณกำไรสุทธิและเงินได้สุทธิสำหรับกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ ลงวันที่ 11 ก.ย.2557 โดยยกเลิกคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป. 61/2539 ลงวันที่ 1 พ.ค.2539 วางแนวทางปฏิบัติในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลซึ่งประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ ที่จะนำไปคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร หรือในการคำนวณเงินได้สุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของผู้มีหน้าที่ เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์เป็นทางการค้าหรือหากำไร
จึงขอนำมาเป็นประเด็นปุจฉา - วิสัชนา ดังนี้
ปุจฉา คำว่า “กิจการขายอสังหาริมทรัพย์” ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 148/2557 กำหนดความหมายไว้อย่างไร
วิสัชนา คำว่า “กิจการขายอสังหาริมทรัพย์” หมายความว่า การขายที่ดิน การขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง การขายสิ่งปลูกสร้าง และการขายอาคารชุด
ปุจฉา เกณฑ์การรับรู้รายได้และรายจ่ายทั่วไปของกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ กำหนดไว้อย่างไร
วิสัชนา ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ จะต้องคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามมาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากร โดยนำรายได้จากกิจการหรือเนื่องจากกิจการที่กระทำในรอบระยะเวลาบัญชี หักด้วยรายจ่ายตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในมาตรา 65 ทวิ และมาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากร
ในการคำนวณรายได้และรายจ่ายตามวรรคหนึ่ง ให้ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยบริษัทหรือ ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลจะต้องนำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้จะยังไม่ได้รับชำระในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายได้ในรอบระยะ เวลาบัญชีนั้น และให้นำรายจ่ายทั้งสิ้นที่เกี่ยวกับรายได้นั้นแม้จะยังมิได้จ่ายในรอบระยะ เวลาบัญชีนั้นมารวมคำนวณเป็นรายจ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น
ทั้งนี้ โดยให้ถือปฏิบัติเกี่ยวกับการคำนวณรายได้และรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้ดังต่อไปนี้
(1) ให้คำนวณรายได้และรายจ่ายที่เกี่ยวข้องเป็นรายได้และรายจ่ายทั้งจำนวนเมื่อมีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์ เฉพาะการขายอสังหาริมทรัพย์ที่มีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ในรอบระยะเวลาบัญชีเดียวกันกับการขายนั้น
(2) ให้คำนวณรายได้และรายจ่ายที่เกี่ยวข้องตามอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จในแต่ละ รอบระยะเวลาบัญชีมารวมคำนวณเป็นรายได้และรายจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีนั้น หรือ
(3) ให้คำนวณรายได้และรายจ่ายที่เกี่ยวข้องตามงวดที่ถึงกำหนดชำระโดยให้ใช้วิธีการคำนวณตามอัตรากำไรขั้นต้น
การคำนวณเป็นรายได้และรายจ่ายตาม (2) และ (3) ให้ใช้หลักเกณฑ์ตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป
กรณีบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลได้เลือกใช้วิธีหนึ่งวิธีใดตาม (2) หรือ (3) เพื่อคำนวณรายได้และรายจ่ายในการคำนวณกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้สำหรับ การขายอสังหาริมทรัพย์ประเภทใดแล้ว ให้ใช้วิธีนั้นตลอดไปสำหรับการขายอสังหาริมทรัพย์ประเภทนั้น เว้นแต่จะได้รับอนุมัติให้เปลี่ยนแปลงจากอธิบดีกรมสรรพากร
การคำนวณรายได้และรายจ่ายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่เป็น กิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (Publicly Accountable Entities) ตามมาตรฐานการบัญชี ซึ่งประกอบกิจการขายอสังหาริมทรัพย์ ให้ใช้เกณฑ์สิทธิตามข้อ 2 โดยให้คำนวณรายได้และรายจ่ายที่เกี่ยวข้องตามวิธีการทางบัญชีที่รับรองทั่วไป

โดย : สุเทพ พงษ์พิทักษ์ ที่มา bangkokbiznews.com

วันอาทิตย์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2557

เสียภาษีอย่างไร เมื่อขายรถยนต์เก่า


   ขายรถยนต์เก่าวันนี้ขอพูดถึงรถยนต์ซะหน่อย ทุกคนคงปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้พึ่งพารถยนต์ในการเดินทางเพื่อ ประกอบธุรกิจ พบญาติ ท่องเที่ยว ซื้อสินค้าประจำวัน ธุระอื่นๆ จิปาถะ รถยนต์ที่ใช้ก็มีหลากหลายรูปแบบ หลายยี่ห้อ จำไม่หวาดไหว รถยนต์จึงเป็นปัจจัยสำคัญนอกเหนือจากอาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค 

หากท่านสังเกตข้างถนนจะพบร้านขายรถ ยนต์เก่าจำนวนมาก ผู้ประกอบการขายรถยนต์เก่าที่ใช้แล้ว จะหารถยนต์เก่ามาเสนอขายหลากหลายวิธีด้วยกัน เช่น ซื้อรถยนต์เก่าจากเจ้าของรถยนต์โดยตรง เข้าประมูลรถยนต์จากการขายทอดตลาด รับฝากขายรถยนต์จากเจ้าของ เป็นต้น 

การขายรถยนต์เก่าที่เป็นรถยนต์ส่วน ตัวของบุคคลทั่วไปหรือการขายรถยนต์เก่าที่ใช้แล้วของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน นิติบุคคล ต้องเสียภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรหรือไม่ หากต้องเสียภาษีจะเสียอย่างไร เสียที่ไหน คำถามครุ่นคิดอยู่ในใจ อันนี้ไม่แปลกอะไร ส่วนใหญ่ประเด็นทางภาษีผู้ขายทรัพย์สินมักจะคิดได้หลังจากตกลงราคาซื้อขาย กันแล้ว การคิดทีหลังอาจจะทำให้เงินหรือรายได้จากการขายรถยนต์เก่าต่ำกว่าที่ตนเอง ต้องการก็ได้ 

การขายรถ ยนต์ส่วนตัวที่ใช้แล้วของบุคคลทั่วไป หรือการขายรถยนต์เก่าที่ใช้แล้วของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล มีประเด็นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากร สรุปได้ ดังนี้ 

ขายรถยนต์ส่วนตัวที่ใช้แล้วของบุคคล ทั่วไป วันดี คืนดี หากมีรายได้มากขึ้น หรืออยากได้รถยนต์คันใหม่ เพราะแคมเปญล่อตาล่อใจ หรือเพราะจะถูกยึดรถยนต์คืน หรือเพราะเหตุใดๆ ก็ตาม หากท่านที่เป็นบุคคล ธรรมดาและได้ขายรถยนต์ส่วนตัวของท่านออกไป ท่านไม่ต้องนำเงินได้จากการขายรถยนต์ส่วนตัวมาเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพราะได้รับการยกเว้นภาษี เนื่องจากเป็นทรัพย์สินที่มิได้มุ่งในทางการค้าหรือหากำไร และถ้าหากรถยนต์นั้นขายได้ราคาสูงกว่า 1.8 ล้านบาท ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ 

คำตอบก็คือ ไม่เสีย เหตุผลเช่นเดียวกันกับภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่การขายรถยนต์ส่วนตัวนั้นจะต้องเสียอากรแสตมป์ในอัตรา 1 บาทต่อวงเงิน 200 บาท เช่น ขายรถยนต์ 2 แสนบาท จะเสียอากรแสตมป์ 1,000 บาท โดยชำระอากรแสตมป์ที่กรมการขนส่งทางบก ขณะที่ได้มีการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ 

ขายรถยนต์ เก่าที่ใช้แล้วของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล กรณีที่บริษัทได้ขายรถยนต์เก่าที่ใช้แล้วของบริษัท ฯลฯ ออกไป ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์เก๋ง รถปิกอัพหรือรถยนต์บรรทุกอื่นใด จะต้องนำรายได้จากการขายรถยนต์(กำไรจากการขายทรัพย์สิน)มารวมเป็นรายได้ เพื่อคำนวณหาจำนวนกำไรสุทธิเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลต่อไป 

ส่วนภาษี มูลค่าเพิ่มนั้น หากบริษัท ฯลฯ เป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม รถยนต์เก่าที่ขายออกไปต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มด้วย ไม่ว่าขณะที่ซื้อรถยนต์มาใช้งานจะมีภาษีซื้อหรือไม่ก็ตาม พูดง่ายๆ ว่าต้องเรียกเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มจากผู้ซื้อรถยนต์เมื่อได้ขายรถยนต์ออกไป โดยใช้ราคาตลาดสำหรับรถยนต์นั้น ในส่วนของอากรแสตมป์ หากบริษัท ฯลฯ ได้เสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากการขายรถยนต์แล้ว ก็ไม่ต้องเสียอากรแสตมป์แต่อย่างใด 

การขายรถยนต์เก่าที่ใช้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ส่วนตัวของบุคคลทั่วไปหรือรถยนต์ของบริษัทหรือห้างหุ้น ส่วนนิติบุคคล ผู้ขายรถยนต์มีหน้าที่ทางภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรที่กล่าวมาข้างต้น ท่านสามารถใช้เป็นส่วนหนึ่งในการวางแผนขายและซื้อรถยนต์ได้ ว่าควรจะขายหรือซื้อในราคาใด แต่ภาษีอากรเป็นเพียงปัจจัยเล็กน้อยในการขายหรือซื้อรถยนต์เก่าที่ใช้แล้ว มีปัจจัยอื่นที่เป็นตัวแปรที่สำคัญกว่านี้อีกเยอะ เช่น สภาพของรถยนต์ ดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นต้น สวัสดีครับ 

บทความโดย : สมชาย ชูเกตุ    ที่มา : โพสต์ทูเดย์  วันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2552