h1.post-title{ font-size:20px;}
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562

บุคคลธรรมดามีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และสามารถออกหนังสือรับรองได้ หรือไม่

บุคคลธรรมดามีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และสามารถออกหนังสือรับรองได้ หรือไม่
บุคคลธรรมดาผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบแสดงรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด และมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และหรือหลักฐานการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้ 1. กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
บุคคลธรรมดามีหน้าที่หัก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1)(2)(3)(5)(6) และมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 แล้วนำส่งตามมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร และสามารถออกหนังสือรับรองให้ผู้รับเงินได้ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรได้ ดังนี้ 1.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร จากข้อความว่า "ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้..." นั้น คำว่า "บุคคล" ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น รวมทั้งรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น จึงเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร ในส่วนของผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นบุคคลธรรมดา มีหน้าที่คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1)(2)(3)(5) และ (6) แห่งประมวลรัษฎากรดังนี้ (1) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร (มาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร) (ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ที่มิใช่เงินได้พึงประเมินซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน น้น ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี (ดู คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 96/2543 ประกอบ)

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ซื้อสมุดเช็คธนาคาร ต้องหัก ณ ที่จ่ายธนาคารหรือไม่

        สมุดเช็คธนาคาร ไม่ใช่สินค้า ดังนั้นจึงไม่ใช้การขาย แต่เช็คธนาคารที่เราใช้กันอยู่นี้ เป็นหนังสือตราสารที่ผู้ซื้อเช็ค สั่งให้ธนาคารผู้ออกเช็ค จ่ายเงินเมื่อทวงถามจากผู้รับเช็ค หรือผู้นำเช็คมาขึ้นเงิน ดังนั้น สมุดเช็ค จึงเป็นค่าธรรมเนียมธนาคาร
        เมื่อสมุดเช็คเป็นค่าธรรมเนียม หมายความว่า หากราคาของค่าเช็คนั้นเกินกว่า 1,000 บาทต้องทำการหัก ณ ที่จ่าย 3 % จากธนาคารด้วย  ส่วนค่าอากรแสตมป์ ที่ปิดเช็คนั้น เป็นภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรชนิดหนึ่ง ดังนั้น จึงไม่มีหน้าที่หัก ณ ที่จ่าย

ที่มา: thaitaxinfo.com


วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ภาษีเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีการให้บริการซ่อมรถยนต์

เลขที่หนังสือ
: กค 0811/7660
วันที่
: 2 สิงหาคม 2544
เรื่อง
: ภาษีเงินได้หักภาษี ณ ที่จ่าย กรณีการให้บริการซ่อมรถยนต์
ข้อกฎหมาย
: มาตรา 40
ข้อหารือ
: บริษัทฯ ประกอบธุรกิจผลิตสินค้าเพื่อขาย และมีพนักงานขายของบริษัทฯ เอง
บริษัทฯ มีปัญหาเรื่องการหักภาษี ณ ที่จ่าย ดังนี้
1. กรณีค่าซ่อมรถ พนักงานขายของบริษัทฯ ได้นำรถยนต์ของบริษัทฯ เข้าซ่อมที่ ต่างจังหวัด
ตามศูนย์บริการของอีซูซุและโตโยต้า เมื่อซ่อมแล้วทางศูนย์บริการออกบิลค่าซ่อมและ ค่าอะไหล่แยก
ออกจากกันแต่เป็นชื่อบริษัทเดียวกัน บริษัทฯ จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายจากบิลยอดไหน อย่างไร
2. จากกรณีข้อ 1 ถ้าศูนย์บริการคิดแต่ค่าอะไหล่อย่างเดียว ไม่มีค่าแรง จะต้องหักภาษี ณ
ที่จ่าย อย่างไร
แนววินิจฉัย
: 1. การที่บริษัทฯ ได้นำรถยนต์เข้าซ่อมที่ศูนย์บริการ O และ G ในต่างจังหวัด เมื่อซ่อมแล้ว
ศูนย์บริการได้ออกบิลค่าแรงและค่าอะไหล่แยกออกจากกัน แต่เป็นชื่อบริษัทเดียวกัน กรณีนี้ถือได้ว่า
ศูนย์บริการผู้รับจ้างประกอบกิจการรับจ้างซ่อมรถยนต์ ซึ่งเข้าลักษณะเป็นการรับจ้างทำของ เมื่อ
ศูนย์บริการฯ เป็นผู้จัดหาอะไหล่เพื่อใช้สำหรับการซ่อมรถยนต์เอง รายรับของศูนย์บริการฯ จึงต้อง
รวมทั้งค่าแรงและค่าอะไหล่ เมื่อบริษัทฯ จ่ายเงินค่าบริการซ่อมรถยนต์ให้แก่ศูนย์บริการฯ บริษัทฯ จึงมี
หน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของยอดเงินที่จ่ายทั้งที่เป็นค่าแรงและค่าอะไหล่
ทั้งนี้ ตามข้อ 8(2) ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 เรื่อง สั่งให้จ่ายเงินได้พึงประเมิน ตาม
มาตรา 40 แห่งประมวลรัษฎากร มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ลงวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2528 ซึ่ง
แก้ไขเพิ่มเติมโดยคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.19/2530 ฯ ลงวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2530
2. กรณีตามข้อเท็จจริงดังกล่าว ถ้าศูนย์บริการฯ เรียกเก็บค่าอะไหล่อย่างเดียว โดยไม่มี
การเรียกเก็บค่าแรงด้วย บริษัทฯ ยังคงมีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ในอัตราร้อยละ 3.0 ของ
ยอดเงินที่จ่ายทั้งหมด ทั้งนี้ ตามข้อ 8(2) ของคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ท.ป.4/2528 ฯ ลงวันที่ 26
กันยายน พ.ศ. 2528
เลขตู้
: 64/30743 

ที่มา : กรมสรรพากร

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2554

การคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ออกแทนให้


1. ออกให้ตลอดไป
สูตรคำนวณ = จำนวนเงินได้ที่จ่าย x อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย / (100 - อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย)

ตัวอย่าง จ่ายค่าบริการ จำนวน 20,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ภาษีออกให้ตลอดไปคำนวณ ดังนี้
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายออกให้ตลอดไป = 20,000x3/(100-3) = 618.56 บาท
เงินได้ที่ถือเป็นฐานในการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 20,000+618.56 = 20,681.56 บาท
เมื่อคูณอัตราภาษี 3% ก็จะได้ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 20,618.56x3% = 618.56 บาท
ภาษีที่ออกแทนให้ ผู้รับเงินค่าจ้างต้องถือรวมเป็นเงินได้ ดังนั้นในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย
ต้องกรอกเงินได้ 20,681.56 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 618.56 บาท
จำนวนเงินที่ผู้ให้บริการจะได้รับจริง = 20,618.56 - 618.568 = 20,000 บาท


2. ออกให้ครั้งเดียว สูตรคำนวณ = (จำนวนเงินได้ที่จ่าย + ภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ออกให้ครั้งเดียว) x อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ต้องนำภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราภาษีปกติบวกกับจำนวนเงินได้ที่จ่าย แล้วนำผลรวมมาคูณอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายอีกครั้ง จึงจะเป็นภาษีหัก ณ ที่จ่ายที่ออกให้ครั้งเดียว

ตัวอย่าง จ่ายค่าบริการ จำนวน 20,000 บาท ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 3% ภาษีออกให้ครั้งเดียวคำนวณ ดังนี้
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายตามอัตราปกติ = 20,000x3% = 600 บาท
ภาษีหัก ณ ที่จ่ายออกให้ครั้งเดียว = (20,000+600)x3% = 618 บาท
เงินได้ที่ถือเป็นฐานในการคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 20,000+600 = 20,600 บาท
เมื่อคูณอัตราภาษี 3% ก็จะได้ภาษีหัก ณ ที่จ่าย = 20,600x3% = 618 บาท
ในหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องกรอกเงินได้ = 20,600.00 บาท ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 618 บาท
จำนวนเงินที่ผู้ให้บริการจะได้รับจริง = 20,600 - 618 = 19,982 บาท
* กิจการออกภาษีให้ครั้งเดียว 600 บาท ส่วนอีก 18 บาท กิจการต้องหักจากผู้รับจ้าง

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

เงื่อนไขการหักภาษี ณ ที่จ่าย

1.ต้องเป็นการจ่ายเงินตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป การจ่ายเงินได้พึงประเมินที่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย ต้องมีจำนวนตามสัญญารายหนึ่งๆ มีจำนวนเงินตั้งแต่ 1,000 บาทขึ้นไป แม้การจ่ายนั้นจะได้แบ่งจ่ายครั้งหนึ่งๆ ไม่ถึง 1,000 บาทก็ตาม คำว่า “1,000 บาท” เป็นเงินได้ที่จ่ายยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม
2.การหักภาษี ณ ที่จ่ายต้องยึดเกณฑ์เงินสด เมื่อ ไหร่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายที่มักจะมีข้อโต้แย้งกันเป็นประจำ การหักภาษี ณ ที่จ่าย จะยึดเกณฑ์เงินสด หมายความว่า จ่ายเงินวันใดต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในวันนั้น ซึ่ง แบ่งออกเป็น
2.1 การจ่ายเงินสด หากจ่ายเงินสดวันใดต้องหักภาษี ณ วันที่จ่าย
2.2 การจ่ายเป็นเช็คหรือตั๋วเงิน หาก การจ่ายเงินเป็นเช็คหรือตั๋วเงินจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามวันที่ที่ปรากฏสั่งจ่ายบนเช็คหรือตั๋วเงิน โดยไม่สนใจว่าผู้รับเงินจะมารับเช็คหรือตั๋วเงินหรือไม่ก็ตาม
3.การออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย เมื่อมีการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากผู้รับเงิน หน้าที่ของผู้จ่ายเงินมีหน้าที่ต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นหลักฐานให้กับผู้รับเงิน โดยออกให้ทันทีที่มีการหักภาษี ณ ที่จ่าย ยกเว้นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40(1)และ (2) ผู้จ่ายเงินต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายภายในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ของปีถัดไป
4.การนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผู้มีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย นำส่งภาษีที่ตนมีหน้าที่ต้องหักตามแบบที่อธิบดีกำหนด ณ สำนักงานสรรพากรพื้นที่สาขาในเขตท้องที่นั้นภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนของเดือนที่จ่ายเงินได้พึงประเมิน ไม่ว่าจะหักภาษีไว้แล้วหรือไม่
ที่มา : วารสารธรรมนิติ