h1.post-title{ font-size:20px;}
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจดทะเบียนบริษัท แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การจดทะเบียนบริษัท แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2556

การจดทะเบียนบริษัท

คือบริษัทประเภทซึ่งตั้งขึ้นด้วยแบ่งทุนเป็นหุ้นแต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดยผู้ถือหุ้นต่างรับผิดจำกัดเพียงไม่เกินจำนวนเงินที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบ มูลค่าของหุ้นที่ตนถือ
โครงสร้างของ "บริษัทจำกัด"
  1. ต้องมีผู้ร่วมลงทุน อย่างน้อย 3 คน
  2. แบ่งทุนออกเป็นหุ้น และมีมูลค่าหุ้นละเท่าๆ กัน
  3. มูลค่าหุ้นจะต้องไม่ต่ำกว่า 5 บาท
  4. ความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นมีจำกัด (เฉพาะจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบ)
  5. ต้องจดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2554

หลักเกณฑ์การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบ

หลักเกณฑ์การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบ
1. การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนและเอกสารประกอบให้ผู้เป็นหุ้นส่วนผู้เริ่มก่อการ หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการ หรือผู้ชำระบัญชี ลงลายมือชื่อด้วยตนเอง
2. การลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียน ให้ลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนพร้อมแสดงบัตรประจำตัวต่อนายทะเบียนเพื่อตรวจสอบ ในกรณีที่ไม่อาจลงลายมือชื่อต่อหน้านายทะเบียนได้ ไม่ว่าด้วยประการใดๆ ให้ผู้ขอจดทะเบียนลงลายมือชื่อด้วยตนเองต่อหน้าบุคคลดังต่อไปนี้
2.1 กรณีลงลายมือชื่อในราชอาณาจักร
(1) พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งประจำอยู่ในท้องที่ที่ผู้ขอ
จดทะเบียนมีภูมิลำเนาอยู่ *โปรดคลิก*
(2) สามัญสมาชิกหรือสมาชิกวิสามัญแห่งเนติบัณฑิตยสภา หรือ
(3) บุคคลอื่นตามที่นายทะเบียนกลางประกาศกำหนด ได้แก่
- ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ตรวจสอบบัญชี
- กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของหอการค้าไทยหรือหอการค้าจังหวัดซึ่งสามารถรับรองลายมือชื่อผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดที่หอการค้าตั้งอยู่ ตามประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง *ดูรายชื่อกรรมการหรือเจ้าหน้าที่หอการค้าหรือหอการค้าจังหวัด ได้ที่หัวข้อ “กฎหมายและระเบียบฯ/ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์/ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง”*
2.2 กรณีลงลายมือชื่อในต่างประเทศ
(1) เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจของสถานทูตไทยหรือสถานกงสุลไทย หรือหัวหน้า
สำนักงานสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบการดำเนินงาน ณ ประเทศนั้น หรือเจ้าหน้าที่ผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทนบุคคลดังกล่าว
(2) บุคคลซึ่งสามารถให้การรับรองที่สมบูรณ์ตามแบบของกฎหมายแห่งประเทศนั้น หรือ
(3) บุคคลที่ควรเชื่อถือได้สองคนมาลงลายมือชื่อรับรองต่อหน้านายทะเบียนว่าเป็นลายมือชื่อผู้นั้นจริง
3. สำเนาหลักฐานแสดงสถานะของผู้รับรองลายมือชื่อ ต้องแสดงหลักฐานดังต่อไปนี้
(1) สำเนาบัตรประจำตัวที่แสดงสถานะของผู้รับรองลายมือชื่อ เช่น บัตรประจำตัวพนักงานของรัฐ บัตรประจำตัวสมาชิกเนติบัณฑิตยสภา สำเนาบัตรสภาทนายความ
เป็นต้น
(2) กรณีผู้สอบบัญชีรับอนุญาตรับรองลายมือชื่อ ให้แนบหลักฐานดังต่อไปนี้
- กรณีที่ผู้สอบบัญชีซึ่งเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามพ.ร.บ. ผู้สอบบัญชี
พ.ศ.2505 ให้แนบหลักฐานสำเนาใบอนุญาตคณะกรรมการควบคุมการประกอบวิชาสอบบัญชี ซึ่งยังไม่หมดอายุ 
- ผู้สอบบัญชีซึ่งเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี
พ.ศ. 2547 ให้แนบหลักฐานสำเนาใบอนุญาตของสภาวิชาชีพบัญชี และสำเนาหลักฐานการชำระเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตรายปี
ตรวจสอบบัญชี
(3) กรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของหอการค้าไทยหรือหอการค้าจังหวัด ให้แนบ สำเนาบัตรที่แสดงสถานะว่าเป็นกรรมการหอการค้าไทยหรือหอการค้าจังหวัด หรือสำเนาบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่หอการค้าไทยหรือหรือการค้าจังหวัด
ในกรณีที่ไม่มีบัตรประจำตัวดังกล่าวข้างต้น ให้แนบหนังสือรับรองที่ออกโดยประธานหอการค้าซึ่งได้รับรองว่าบุคคลผู้รับรองลายมือชื่อเป็นกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ของหอการค้าไทยหรือหอการค้าจังหวัดนั้น
“สำเนาหลักฐานแสดงสถานะของผู้รับรองลายมือชื่อ จะให้ผู้ขอจดทะเบียนอย่างน้อยหนึ่งคนหรือผู้รับรองลายมือชื่อเป็นผู้ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องก็ได้”
4. บัตรประจำตัวที่ผู้มาติดต่อราชการต้องแสดงต่อนายทะเบียน ได้แก่ บัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวข้าราชการ บัตรประจำตัวพนักงานองค์การของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว หนังสือเดินทาง เอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง ใบรับคำขอมีบัตรประจำตัวประชาชนที่ยังไม่หมดอายุหรือเอกสารอื่นที่ใช้แทนเอกสารดังกล่าวได้ตามกฎหมาย
เอกสารอื่นที่ใช้แทนบัตรประจำตัว หมายถึง เอกสารที่รับรองความเป็นตัวตน
ของผู้ถือเอกสารนั้น ๆ ไม่ใช่บัตรอนุญาต หรือเอกสารที่ใช้สำหรับติดต่อหน่วยงานต่างๆ เช่น ใบอนุญาตขับรถ ไม่ถือว่าเป็นเอกสารที่ใช้แทนบัตรประจำตัวประชาชน

วันพุธที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

การจดทะเบียนบริษัท

เมื่อจดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิแล้ว ก็ให้ดำเนินการดังนี้
1. ผู้เริ่มก่อการจัดให้มีการจองซื้อหุ้นทั้งหมด
2. เมื่อมีการจองซื้อหุ้นหมดแล้ว ก็ให้ผู้เริ่มก่อการออกหนังสือนัดประชุมผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นเพื่อประชุมจัดตั้งบริษัท การออกหนังสือนัดประชุมจะต้องห่างจากวันประชุมอย่างน้อย 7 วัน
3. จัดประชุมผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นเพื่อจัดตั้งบริษัท
3.1 องค์ประชุมจะต้องมีผู้เข้าชื่อซื้อหุ้นเข้าร่วมประชุมอย่างน้อย 2 คน นับจำนวนหุ้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของหุ้นทั้งหมด (จะมอบฉันทะให้ผู้อื่นเข้าประชุมแทนก็ได้)
3.2 วาระการประชุม
(1) ทำความตกลงตั้งข้อบังคับของบริษัท
(2) ให้สัตยาบันแก่บรรดาสัญญาซึ่งผู้เริ่มก่อการได้ทำไว้ และค่าใช้จ่ายที่ผู้เริ่มก่อการต้องจ่ายในการเริ่มก่อตั้งบริษัท
(3) กำหนดจำนวนเงินซึ่งจะให้แก่ผู้เริ่มก่อการ (ถ้ามี)
(4) ในกรณีที่บริษัทจะออกหุ้นบุริมสิทธิ ให้กำหนดจำนวนหุ้นบุริมสิทธิพร้อมทั้งกำหนดสภาพและบุริมสิทธิของหุ้นบุริมสิทธิว่ามีสภาพหรือสิทธิอย่างไร
(5) ในกรณีที่บริษัทจะออกหุ้นเพื่อเป็นการตอบแทนการลงทุนด้วยทรัพย์สินหรือแรงงาน จะต้องกำหนดจำนวนหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิซึ่งออกให้เหมือนหนึ่งว่าได้ใช้เต็มค่าแล้วหรือได้ใช้แต่บางส่วนเพราะได้ใช้ค่าหุ้นด้วยอย่างอื่นนอกจากตัวเงิน โดยจะต้องระบุรายละเอียดให้ชัดเจนทั้งในหนังสือนัดประชุมและมติที่ประชุมแรงงานที่จะนำมาตีราคาเป็นค่าหุ้นของบริษัทต้องเป็นแรงงานที่ได้กระทำไปแล้ว
(6) การเรียกชำระค่าหุ้น
(7) เลือกตั้งกรรมการและกำหนดอำนาจกรรมการ
(8) เลือกผู้สอบบัญชีรับอนุญาตพร้อมทั้งกำหนดค่าสินจ้าง การตั้งผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเพื่อตรวจสอบและรับรองงบการเงินต้องแต่งตั้งบุคคลธรรมดาเท่านั้น จะแต่งตั้งสำนักงานตรวจสอบบัญชีไม่ได้”
4. ผู้เริ่มก่อการมอบหมายกิจการงานทั้งหมดให้แก่คณะกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้งจากที่ประชุม
5. คณะกรรมการเรียกเก็บค่าหุ้นจากผู้เข้าชื่อซื้อหุ้น อย่างน้อยร้อยละ 25 ของมูลค่าหุ้น
6. เมื่อเก็บค่าหุ้นได้ครบแล้ว ให้กรรมการผู้มีอำนาจจัดทำคำขอจดทะเบียนตั้งบริษัทแล้วยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียน

การยื่นจดทะเบียนจะต้องให้กรรมการผู้มีอำนาจเป็นผู้ลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนและต้องยื่นจดทะเบียนภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมจัดตั้งบริษัท ถ้าไม่จดทะเบียนภายในกำหนดเวลาดังกล่าวจะทำให้การประชุมตั้งบริษัทเสียไป หากต่อไปต้องการจดทะเบียนตั้งบริษัทก็ต้องดำเนินการจัดประชุมผู้จองซื้อหุ้นใหม่

ข้อมูลที่ต้องใช้ในการจัดตั้งบริษัทจำกัด
1. ข้อบังคับ (ถ้ามี)
2. จำนวนทุน (ค่าหุ้น) ที่เรียกชำระแล้ว อย่างน้อยร้อยละ 25 ของทุนจดทะเบียน
3. ชื่อ ที่อยู่ อายุของกรรมการ
4. รายชื่อหรือจำนวนกรรมการที่มีอำนาจลงชื่อแทนบริษัท (อำนาจกรรมการ) *ดูตัวอย่างการกำหนดอำนาจกรรมการ*
5. ชื่อ เลขทะเบียนผู้สอบบัญชีรับอนุญาตพร้อมค่าตอบแทน
6. ชื่อ ที่อยู่ สัญชาติ และจำนวนหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละคน
7. ตราสำคัญ *ดูหลักเกณฑ์การกำหนดดวงตรา*
8. ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่/สาขาบริษัทจะไม่จดทะเบียนตราสำคัญของบริษัทก็ได้ หากว่าอำนาจกรรมการไม่ได้กำหนดให้ต้องประทับตราสำคัญด้วย

เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทจำกัด
1. คำขอจดทะเบียนบริษัทจำกัด (แบบ บอจ.1)
2. รายการจดทะเบียนจัดตั้ง (แบบ บอจ.3)
3. รายละเอียดกรรมการ (แบบ ก.)
4. บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5)
5. สำเนาหนังสือนัดประชุมตั้งบริษัท
6. สำเนารายงานการประชุมตั้งบริษัท
7. สำเนาข้อบังคับ ปิดอากร 200 บาท (ถ้ามี)
8. หนังสือบริคณห์สนธิฉบับตีพิมพ์และข้อบังคับฉบับตีพิมพ์ อย่างละ 1 ฉบับ
9. แบบ สสช.1 จำนวน 2 ฉบับ
10. หลักฐานการชำระค่าหุ้น ได้แก่
10.1 หนังสือรับรองธนาคาร หรือ
10.2 สำเนาหลักฐานแสดงการรับชำระค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นแต่ละราย
11. สำเนาบัตรประจำตัวของกรรมการที่ลงชื่อในคำขอจดทะเบียน *ดูหลักเกณฑ์เรื่องบัตรประจำตัว*
12. สำเนาหลักฐานแสดงสถานะของผู้รับรองลายมือชื่อ (ถ้ามี)*ดูหลักเกณฑ์การลงลายมือชื่อของผู้ขอจดทะเบียน*
13. หนังสือมอบอำนาจ (กรณีที่ผู้ขอจดทะเบียนไม่สามารถยื่นขอจดทะเบียนได้ด้วยตนเองก็มอบอำนาจให้บุคคลอื่นดำเนินการแทนโดยทำหนังสือมอบอำนาจและปิดอากรแสตมป์ด้วย)
14. กรณีคนต่างด้าวลงทุนในบริษัทจำกัด ตั้งแต่ร้อยละ 40 แต่ไม่ถึงร้อยละ 50 ของทุนจดทะเบียน หรือกรณีมีคนต่างด้าวลงทุนในบริษัทจำกัดต่ำกว่าร้อยละ 40 ของทุนจดทะเบียนแต่คนต่างด้าวเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนบริษัท ให้ผู้ถือหุ้นที่มีสัญชาติไทยทุกคนส่งหลักฐานแสดงที่มาของเงินลงทุนที่สอดคล้องกับจำนวนเงินที่ชำระแล้วของผู้ถือหุ้นแต่ละราย อย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
14.1 สำเนาสมุดเงินฝากธนาคาร หรือสำเนาใบแจ้งยอดบัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือนหรือ
14.2 เอกสารที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรอง หรือแสดงฐานะทางการเงินของผู้ถือหุ้น หรือ
14.3 สำเนาหลักฐานที่แสดงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาชำระค่าหุ้นแบบพิมพ์จดทะเบียนสามารถขอและซื้อได้จากหน่วยงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือ
Download จาก www.dbd.go.th