สำนักงานบัญชีในฐานะผู้ให้บริการรับทำบัญชีที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีอย่างถูกต้องตามกฎหมายกับกระทรวงพาณิชย์ บริหารและดำเนินงานโดยทีมงานผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชีภาษีอากรปริญญาโทและทีมงานที่มีคุณภาพ ได้เล็งเห็นความสำคัญของการจัดทำบัญชีที่ถูกต้อง ครบถ้วนและประโยชน์ของการนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้เพื่อการตัดสินใจ หากท่านมีธุรกิจที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่ หรือมีธุรกิจอยู่แล้ว สำนักงานเอสซีพีการบัญชี ขอเสนอรับใช้ท่านโดยทีมงานที่มีคุณภาพ บริการดี ตรวจสอบได้ ราคายุติธรรม และรักษาคำพูดที่มีให้กับลูกค้า ท่านไม่ต้องกังวลใจเรื่องบัญชีและภาษีอีกต่อไป พร้อมที่จะขจัดปัญหาต่าง ๆ ของท่านให้หมดไป โดยภาระหน้าที่ด้านบัญชีและภาษีทุกอย่างเป็นของ สำนักงานเอสซีพีการบัญชี
สำนักงานเอสซีพีการบัญชี ให้บริการรับทำบัญชีและภาษีครบวงจร ให้คำปรึกษาและแนะนำทางด้านรับทำบัญชีและภาษีอากร ตรวจสอบบัญชี จดทะเบียนธุรกิจทุกชนิด โดยทีมงานที่มีความรู้ มีประสบการณ์ และมีความเชี่ยวชาญในงานที่บริการแต่ละด้านโดยตรงประกอบกับวิธีการทำงานที่ ผสมผสานกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย และขั้นตอนการทำงานที่ได้รับการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อผลงานที่ดีที่สุด สำหรับลูกค้า
บริษัท เอสซีพีการบัญชีกรุ๊ป จำกัด รับทำบัญชี,ตรวจสอบบัญชี,จดทะเบียนบริษัท,จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน,และให้คำปรึกษาเกี่ยวกับธุรกิจ โทรติดต่อ 083-4923837 คุณสมนึก
วันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2565
จดทะเบียนบริษัท,จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน
จดทะเบียนบริษัท,จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน***จดทะเบียนบริษัท 7,000 บาท(รวมค่าธรรมเนียม)
ฟรีค่าธรรมเนียมทุกประเภท+จดบัตรภาษี+ภาษีมูลค่าเพิ่ม+ทำบัญชีเดือนแรก
***จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน 3,000 บาท(รวมค่าธรรมเนียม)
ฟรีค่าธรรมเนียมทุกประเภท+จดบัตรภาษี+ภาษีมูลค่าเพิ่ม+ทำบัญชีเดือนแรก
***จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน 3,000 บาท(รวมค่าธรรมเนียม)
ฟรีค่าธรรมเนียมทุกประเภท+จดบัตรภาษี+ภาษีมูลค่าเพิ่ม+ทำบัญชีเดือนแรก
***จดทะเบียนพาณิชย์ ร้านค้า คณะบุคคล 1,500 บาท(ราคาจดทะเบียนรวมค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว)
***จดเลิกกิจการ เริ่มต้น 11,000 บาท รวมปิดงบเลิกประกาศลงหนังสือพิมพ์และค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว
***จดเปลี่ยนแปลงที่อยู่ กรรมการเข้าออก เปลี่ยนอำนาจกรรมการ เปลี่ยนวัตถุประสงค์เปลี่ยนชื่อ เพิ่มทุน ค่าบริการ เริ่มต้น 1,500 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียมและประกาศลงหนังสือพิมพ์ตามกฎของกรม)
***จดเปลี่ยนแปลงภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร (ภ.พ.09)1,500 บาท
***จดบัตรผู้เสียภาษี 500 บาทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,500 บาท
***ขึ้นทะเบียนประกันสังคม 1,500 บาท
***จดเลิกกิจการ เริ่มต้น 11,000 บาท รวมปิดงบเลิกประกาศลงหนังสือพิมพ์และค่าธรรมเนียมทั้งหมดแล้ว
***จดเปลี่ยนแปลงที่อยู่ กรรมการเข้าออก เปลี่ยนอำนาจกรรมการ เปลี่ยนวัตถุประสงค์เปลี่ยนชื่อ เพิ่มทุน ค่าบริการ เริ่มต้น 1,500 บาท (ไม่รวมค่าธรรมเนียมและประกาศลงหนังสือพิมพ์ตามกฎของกรม)
***จดเปลี่ยนแปลงภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร (ภ.พ.09)1,500 บาท
***จดบัตรผู้เสียภาษี 500 บาทจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 1,500 บาท
***ขึ้นทะเบียนประกันสังคม 1,500 บาท
บริการงานจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด
***จดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนจำกัด
***จดทะเบียนพาณิชย์ ร้านค้า คณะบุคคล
***จดเลิกกิจการ รวมปิดงบเลิก ประกาศลงหนังสือพิมพ์
***จดเปลี่ยนแปลงที่อยู่ กรรมการเข้าออก เปลี่ยนอำนาจกรรมการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ เปลี่ยนชื่อเพิ่มทุน
***จดเปลี่ยนแปลงภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร (ภ.พ.09)
บริการงานด้านรับทำบัญชีและตรวจสอบบัญชี
สำนักงานในฐานะผู้ให้บริการรับทำบัญชีที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีอย่างถูกต้องตามกฎหมายกับกระทรวงพาณิชย์ บริหารและดำเนินงานโดยทีมงานผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชีภาษีอากรปริญญาโทและทีมงานที่มีคุณภาพได้เล็งเห็นความสำคัญของการรับทำบัญชีที่ถูกต้อง ครบถ้วนและประโยชน์ของการนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้เพื่อการตัดสินใจขอเสนอบริการต่างๆที่ครบวงจรเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ประกอบการ
***จัดทำเอกสารรับทำบัญชีละเอียดทุกใบ ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปบนวินโดว์ที่กรมสรรพากรรับรองล่าสุดและลงรายการทางบัญชี จัดทำสมุดบัญชี รายงานทางบัญชีต่างๆ ให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
***จัดทำสมุดบัญชี 5 เล่ม และปิดงบการเงินตามที่สรรพากรกำหนดให้นิติบุคคลมีหน้าที่จัดทำ
***ตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ราคายุติธรรมลูกค้าสำนักงานปิดงบให้ฟรี คิดเฉพาะค่าสอบบัญชี
***ควบคุมดูแลระบบบัญชี Update เดือนต่อเดือนเพื่อวางแผนการชำระภาษีให้มีประสิทธิภาพถูกต้องที่สุดและประหยัดที่สุด
***ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีตามที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด(กฎหมายเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 45)
***คำนวณและยื่นภาษีรายเดือน ภงด. 1,3,53 ภ.พ.30 และประกันสังคม
***คำนวณและยื่นภาษี ภงด.90, ภงด.91, ภงด.94 ของพนักงานและเจ้าของกิจการ
***จัดทำรายงานบัญชีเพื่อการบัญชีเพื่อการบริหารเพื่อประโยชน์ในการตัดสินในของผู้ประกอบการ
***จดทะเบียนพาณิชย์ ร้านค้า คณะบุคคล
***จดเลิกกิจการ รวมปิดงบเลิก ประกาศลงหนังสือพิมพ์
***จดเปลี่ยนแปลงที่อยู่ กรรมการเข้าออก เปลี่ยนอำนาจกรรมการเปลี่ยนวัตถุประสงค์ เปลี่ยนชื่อเพิ่มทุน
***จดเปลี่ยนแปลงภาษีมูลค่าเพิ่มกับกรมสรรพากร (ภ.พ.09)
บริการงานด้านรับทำบัญชีและตรวจสอบบัญชี
สำนักงานในฐานะผู้ให้บริการรับทำบัญชีที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีอย่างถูกต้องตามกฎหมายกับกระทรวงพาณิชย์ บริหารและดำเนินงานโดยทีมงานผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ผู้สอบบัญชีภาษีอากรปริญญาโทและทีมงานที่มีคุณภาพได้เล็งเห็นความสำคัญของการรับทำบัญชีที่ถูกต้อง ครบถ้วนและประโยชน์ของการนำข้อมูลทางบัญชีมาใช้เพื่อการตัดสินใจขอเสนอบริการต่างๆที่ครบวงจรเพื่อเป็นทางเลือกใหม่ของผู้ประกอบการ
***จัดทำเอกสารรับทำบัญชีละเอียดทุกใบ ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปบนวินโดว์ที่กรมสรรพากรรับรองล่าสุดและลงรายการทางบัญชี จัดทำสมุดบัญชี รายงานทางบัญชีต่างๆ ให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด
***จัดทำสมุดบัญชี 5 เล่ม และปิดงบการเงินตามที่สรรพากรกำหนดให้นิติบุคคลมีหน้าที่จัดทำ
***ตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ราคายุติธรรมลูกค้าสำนักงานปิดงบให้ฟรี คิดเฉพาะค่าสอบบัญชี
***ควบคุมดูแลระบบบัญชี Update เดือนต่อเดือนเพื่อวางแผนการชำระภาษีให้มีประสิทธิภาพถูกต้องที่สุดและประหยัดที่สุด
***ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ทำบัญชีตามที่อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนด(กฎหมายเริ่มใช้ตั้งแต่ปี 45)
***คำนวณและยื่นภาษีรายเดือน ภงด. 1,3,53 ภ.พ.30 และประกันสังคม
***คำนวณและยื่นภาษี ภงด.90, ภงด.91, ภงด.94 ของพนักงานและเจ้าของกิจการ
***จัดทำรายงานบัญชีเพื่อการบัญชีเพื่อการบริหารเพื่อประโยชน์ในการตัดสินในของผู้ประกอบการ
***คำนวณและยื่นแบบภาษีเงินได้นิติบุคคล ภงด.50 และภงด.51
***ให้คำแนะนำวิธีการบัญชีเพื่อผลด้านภาษีอากรที่ถูกต้องและประหยัด
***ให้ คำแนะนำระบบบัญชี ผังทางเดินเอกสาร ให้เหมาะสมกับกิจการและบุคลากรที่มีอยู่ในองค์กรรวมถึงเอกสารเบื้องต้นที่จำเป็นในการบันทึกบัญชี
*** สำนักงานมีการควบคุมระบบเอกสารและสถานที่สำหรับเก็บเอกสารอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและเพียงพอ ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาเพื่อความมั่นใจในบริการว่าเอกสารเมื่อจัดส่งมาที่สำนักงานจะมีการจัดเก็บรักษาเป็นอย่างดีไม่สูญหาย ทั้งหมดนี้บริการคุณด้วยทีมงานทั้งหมดที่มี ราคาเริ่มต้น 2,000 บาท รวมยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มให้รับส่งเอกสารถึงบริษัท รวมถึงให้คำปรึกษาเรื่องบัญชีและภาษีทั้งในเวลาทำการและนอกเวลาทำการด้วยความเต็มใจ(จันทร์-อาทิตย์ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง)หรือคุณมีเรื่องด่วนหลังเวลาทำการโทรสอบถามได้ตลอดเวลา
*** เสียภาษีอย่างไรให้ถูก (เงิน) และ ถูก (ต้อง) ***
***ให้คำแนะนำวิธีการบัญชีเพื่อผลด้านภาษีอากรที่ถูกต้องและประหยัด
***ให้ คำแนะนำระบบบัญชี ผังทางเดินเอกสาร ให้เหมาะสมกับกิจการและบุคลากรที่มีอยู่ในองค์กรรวมถึงเอกสารเบื้องต้นที่จำเป็นในการบันทึกบัญชี
*** สำนักงานมีการควบคุมระบบเอกสารและสถานที่สำหรับเก็บเอกสารอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยและเพียงพอ ลูกค้าสามารถตรวจสอบได้ตลอดเวลาเพื่อความมั่นใจในบริการว่าเอกสารเมื่อจัดส่งมาที่สำนักงานจะมีการจัดเก็บรักษาเป็นอย่างดีไม่สูญหาย ทั้งหมดนี้บริการคุณด้วยทีมงานทั้งหมดที่มี ราคาเริ่มต้น 2,000 บาท รวมยื่นภาษีมูลค่าเพิ่มให้รับส่งเอกสารถึงบริษัท รวมถึงให้คำปรึกษาเรื่องบัญชีและภาษีทั้งในเวลาทำการและนอกเวลาทำการด้วยความเต็มใจ(จันทร์-อาทิตย์ ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง)หรือคุณมีเรื่องด่วนหลังเวลาทำการโทรสอบถามได้ตลอดเวลา
*** เสียภาษีอย่างไรให้ถูก (เงิน) และ ถูก (ต้อง) ***
สำนักงานเอสซีพีการบัญชี รับทำบัญชี,ตรวจสอบบัญชี,จดทะเบียนบริษัท,จดทะเบียนห้างหุ้นส่วน
โทร083-4923837 คุณสมนึก
Email : scpaccounting@hotmail.com
วันจันทร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563
รถยนต์กระบะ 4 ประตู จากรถยนต์นั่ง สู่รถยนต์กระบะบรรทุกไม่เกิน 4,000 กิโลกรัม ที่เครดิตภาษีซื้อได้
รถยนต์กระบะ 4 ประตู จากรถยนต์นั่ง สู่รถยนต์กระบะที่ออกแบบสำหรับให้มีน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 4,000 กิโลกรัม
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศับอำนาจตามความในมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ซึ่งใช้บังคับแทนที่พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป ได้ออกกฎกระทรวงกําหนดพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 เปลี่ยนแปลงรายละเอียดในพิกัดอัตราภาษีสรรพสามิตตอนที่ 6 สินค้ารถยนต์ สำหรับรถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณลักษณะที่อธิบดีกรมสรรพสามิตประกาศกำหนด จากพิกัด 06.01 ว่าด้วยรถยนต์นั่ง เป็นพิกัด 06.03 ว่าด้วยรถยนต์กระบะที่ออกแบบสำหรับให้มีน้ำหนักรถรวมน้ำหนักบรรทุกไม่เกิน 4,000 กิโลกรัม เป็นผลทำให้รถยนต์กระบะ 4 ประตู (Double Cab) ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และคุณลักษณะที่อธิบดีกรมสรรพสามิตประกาศกำหนด พ้นจากการเป็นรถยนต์นั่ง ตามกฎหมายว่าด้วยพิกัตอัตราภาษีสรรพสามิต ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2560 เป็นต้นไป
http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/095/111.PDF
วันพุธที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2562
เรื่องกฎกระทรวงฉบับที่ 355
เรื่องกฎกระทรวงฉบับที่ 355 ที่เพิ่งออกมา ประกาศในราชกิจ วันที่ 23 ธ.ค. 2562 มีผลบังคับใช้ 24 ธค 2562 คือ เรื่องที่ให้ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร กรณี (1)มีการฝากเงินรวม 3,000 ครั้ง และ (2)ฝากเงิน 400 ครั้งมียอดเงินรวม 2 ล้านบาท นั้น มีผลให้ส่งข้อมูลโดยเริ่มนับตั้งแต่วันที่ 24 ธ.ค. ถึง 31 ธ.ค. 2562 (/) ก่อนหน้านี้ที่เคยออกมาเป็น พรบ คือกฏหมาย แต่มีผลบังคับใช้ตามกฏกระทรวง 355 ที่เพิ่งประกาศราชกิจจา 23 ธ.ค. 2562 จึงมีผลบังคับ 24 ธ.ค. 2562 ฉะนั้น ธนาคารจะเริ่มนับรายการฝากเงิน ตั้งแต่ 24 ธ.ค. - 31 ธ.ค. 2562 ถ้าเข้าเกณฑ์ก็จะส่งข้อมูลให้กรมสรรพากร
การนับเงินเข้า รวมหมดทุกวิธี ฝากเงินสด, โอนเข้ามา, ฝากเช็ค, ดอกเบี้ยเข้า, เปิดบัญชีครั้งแรก แม้กระทั่งฝากเช็คแล้วเช็คเด้งก็นับครั้ง นับจำนวนเงินด้วย
และไม่ใช่เฉพาะบัญชีธนาคารของบุคคลธรรมดา บัญชีของนิติบุคคลก็ให้ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรด้วย ถ้าเข้าหลักเกณฑ์
การนับเงินเข้า รวมหมดทุกวิธี ฝากเงินสด, โอนเข้ามา, ฝากเช็ค, ดอกเบี้ยเข้า, เปิดบัญชีครั้งแรก แม้กระทั่งฝากเช็คแล้วเช็คเด้งก็นับครั้ง นับจำนวนเงินด้วย
และไม่ใช่เฉพาะบัญชีธนาคารของบุคคลธรรมดา บัญชีของนิติบุคคลก็ให้ธนาคารส่งข้อมูลให้กรมสรรพากรด้วย ถ้าเข้าหลักเกณฑ์
วันจันทร์ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562
บุคคลธรรมดามีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และสามารถออกหนังสือรับรองได้ หรือไม่
บุคคลธรรมดามีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และสามารถออกหนังสือรับรองได้ หรือไม่
บุคคลธรรมดาผู้จ่ายเงินได้มีหน้าที่คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย และนำส่งพร้อมทั้งยื่นแบบแสดงรายการตามแบบที่อธิบดีกรมสรรพากรกำหนด และมีหน้าที่ออกหนังสือรับรองการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร และหรือหลักฐานการหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ดังนี้
1. กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
บุคคลธรรมดามีหน้าที่หัก ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 (1)(2)(3)(5)(6) และมาตรา 3 เตรส แห่งประมวลรัษฎากร และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 4/2528 แล้วนำส่งตามมาตรา 52 แห่งประมวลรัษฎากร และสามารถออกหนังสือรับรองให้ผู้รับเงินได้ตามมาตรา 50 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากรได้ ดังนี้
1.1 ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร
จากข้อความว่า "ให้บุคคล ห้างหุ้นส่วน บริษัท สมาคม หรือคณะบุคคลผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 หักภาษีเงินได้ไว้ทุกคราวที่จ่ายเงินได้พึงประเมินตามวิธีดังต่อไปนี้..." นั้น คำว่า "บุคคล" ครอบคลุมทั้งบุคคลธรรมดา และนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ดังนั้น บุคคลธรรมดา คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนสามัญ บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล หรือนิติบุคคลอื่น รวมทั้งรัฐบาล องค์การของรัฐบาล เทศบาล หรือองค์การบริหารราชการส่วนท้องถิ่นอื่น จึงเป็นผู้มีหน้าที่หักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 แห่งประมวลรัษฎากร
ในส่วนของผู้จ่ายเงินได้พึงประเมินที่เป็นบุคคลธรรมดา มีหน้าที่คำนวณหักภาษีเงินได้ ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50 (1)(2)(3)(5) และ (6) แห่งประมวลรัษฎากรดังนี้
(1) สำหรับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร (มาตรา 50 (1) แห่งประมวลรัษฎากร)
(ก) ในกรณีเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (1) และ (2) แห่งประมวลรัษฎากร ที่มิใช่เงินได้พึงประเมินซึ่งเป็นเงินที่นายจ้างจ่ายให้ครั้งเดียวเพราะเหตุออกจากงาน น้น ให้คูณเงินได้พึงประเมินที่จ่ายด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย เพื่อให้ได้จำนวนเงินเสมือนหนึ่งว่าได้จ่ายทั้งปี แล้วคำนวณภาษีตามเกณฑ์ในมาตรา 48 เป็นเงินภาษีทั้งสิ้นเท่าใดให้หารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่าย ได้ผลลัพธ์เป็นเงินเท่าใดให้หักเป็นเงินภาษีไว้เท่านั้น
ถ้าการหารด้วยจำนวนคราวที่จะต้องจ่ายตามความในวรรคก่อนไม่ลงตัว เหลือเศษเท่าใดให้เพิ่มเงินเท่าจำนวนที่เหลือเศษนั้นรวมเข้ากับเงินภาษีที่จะต้องหักไว้ครั้งสุดท้ายในปีนั้น เพื่อให้ยอดเงินภาษีที่หักรวมทั้งปีเท่าจำนวนภาษีที่จะต้องเสียทั้งปี (ดู คำสั่งกรมสรรพากรที่ ป. 96/2543 ประกอบ)
วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560
ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายเงินไปต่างประเทศ
เลขที่หนังสือ
: กค 0706/10491
| |
วันที่
|
: 17 ตุลาคม 2550
|
เรื่อง
|
: ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม กรณีการจ่ายเงินไปต่างประเทศ
|
ข้อกฎหมาย
|
:
มาตรา 77/2 มาตรา 85/6(2) มาตรา 41 มาตรา 80/1(2) มาตรา 70 มาตรา 80
มาตรา 40(8) มาตรา 40(2) และมาตรา 50(1) แห่งประมวลรัษฎากร
|
ข้อหารือ
|
1. บริษัท ด.
ประกอบกิจการเกี่ยวกับโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เมื่อลูกค้าของบริษัทฯ
ได้ว่าจ้างบริษัทฯ ทำกราฟฟิกดีไซน์ พัฒนาโปรแกรมซอฟท์แวร์
ทำการตกลงเกี่ยวกับการบริการและขอบเขตการดำเนินงานตลอดจนราคาแล้ว บริษัทฯ
จะติดต่อผู้รับจ้างซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลในประเทศอินเดียให้ดำเนินการอีกทอดหนึ่ง
หลังจากที่ผู้รับจ้างทำงานเสร็จและส่งมอบงานแล้ว บริษัทฯ
จะส่งมอบงานให้ลูกค้าและเรียกเก็บเงินต่อไปโดยผู้รับจ้างไม่มีลิขสิทธิ์ในงานที่ทำ
จึงขอทราบว่า
1.1 การจ่ายเงินค่าจ้างให้กับผู้รับจ้างซึ่งเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลในประเทศอินเดียนั้นจะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ 1.2 กรณีบริษัทฯส่งงานดังกล่าวให้กับลูกค้าในต่างประเทศโดยลูกค้าจะได้รับลิขสิทธิ์เต็มตลอดจน ซอร์สโคด (Source Code) ในโปรแกรมดังกล่าว ค่าบริการที่บริษัทฯ ได้รับจะต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ 2. การชำระค่าโฆษณาและการรับชำระค่าโฆษณา กรณีลูกค้าอยู่ประเทศไอร์แลนด์ 2.1 ในทุก ๆ เดือน บริษัทฯ จะชำระค่าโฆษณาใน Search engine ให้กับ บริษัท G. ในประเทศไอร์แลนด์ บริษัทฯ จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ 2.2 บริษัทฯ ได้ให้ G. ใช้พื้นที่ Website บางส่วนของบริษัทฯ ในการโฆษณา จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ 3. บริษัทฯ ได้ซื้อ License Keys และ Support Contracts จากบริษัท ล. โดยบริษัทฯ จะไม่ได้รับลิขสิทธิ์ใน โปรแกรมนี้ นอกจากการมีสิทธิในการขายให้กับลูกค้าเท่านั้น กรณีของSupport Contracts นั้น ในปีแรกไม่มีค่าบริการ ในปีถัดไปหากลูกค้าไม่ซื้อ Support Contracts ลูกค้าจะไม่ได้รับบริการใด ๆ เช่น ไม่มีสิทธิในการอัพเกรดโปรแกรม แต่ลูกค้ายังคงใช้โปรแกรมเก่าที่มีอยู่ต่อไปได้ การจ่ายค่า License Keys ให้กับบริษัท ล. จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ ส่วนค่าบริการ Support Contracts นั้น บริษัท ล. ตกลงให้บริษัทฯ หักภาษี ณ ที่จ่ายจากใบแจ้งหนี้ก่อนที่บริษัทฯ จะชำระเงิน จึงขอทราบอัตราการหักภาษี ณ ที่จ่าย และภาษีมูลค่าเพิ่มตลอดจนวิธีคำนวณภาษี 4. บริษัทฯ เช่าเครื่องเครือข่ายเว็บ (Web Server) จากบริษัท ร. ประเทศอเมริกาและในบางกรณีลูกค้าต้องการเอกสารที่ยืนยันการใช้เครือข่ายนี้ จึงจำเป็นต้องซื้อ SSL Certificates ด้วยเพื่อนำมาจำหน่ายให้กับลูกค้าของบริษัทฯ ที่ต้องการ (SSL Certificates มีอายุ 1 ปี) จึงขอทราบว่า จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่ อัตราใด 5. บริษัทฯ ได้วางเงินล่วงหน้าไว้จำนวนหนึ่งให้แก่ T ประเทศแคนาดา เพื่อชำระค่าโดเมน บริษัทฯ จะติดต่อขอซื้อไปยัง T โดย T จะหักเงินที่บริษัทฯ ได้วางไว้ล่วงหน้านั้นตามจำนวนที่ลูกค้าซื้อ (โดเมนจะต้องต่ออายุทุกปี) จึงขอทราบว่า อัตราภาษีหัก ณ ที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่มในการซื้อโดเมน 6. บริษัทฯ ได้จ่ายเงินค่าบริการให้กับบุคคลหรือนิติบุคคลในฮ่องกงสำหรับการจัดการวางแผนทางการตลาดจัดการในการขายสินค้า หรือบริการที่บริษัทฯ ได้โฆษณาในเว็บไซต์ จึงขอทราบอัตราภาษีหัก ณที่จ่ายและภาษีมูลค่าเพิ่ม 7. บริษัทฯ จ้างคนไทยและหรือคนต่างชาติทำงานโดยงานที่ทำและการจ่ายเงินจะมีลักษณะเป็นเรื่อง ๆ ไป ประเภทของงานจะเปลี่ยนแปลงไปไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับงานในช่วงนั้น ๆ ไม่มีกฎระเบียบเวลาทำงาน หรือรูปแบบในการทำงานและบริษัทฯ จ่ายเงินให้แก่คนไทยและหรือคนต่างชาติเป็นค่านายหน้าจากการขาย จึงขอทราบว่า จะต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายในอัตราใด |
วันพุธที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2559
พระราชกำหนดยกเว้นและสนับสนุนการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีอากรตามประมวลรัษฎากรพ.ศ. 2558
พระราชกำหนดยกเว้นและสนับสน ุนการปฏิบัติเกี่ยวกับภาษีอ ากรตามประมวลรัษฎากรพ.ศ. 2558
(๑) ต้องเป็นบริษัทฯที่เสียภาษี จากกำไรสุทธิ
(๒) บริษัทฯจะต้องมีรายได้ไม่เก ิน 500 ล้านบาทในรอบระยะเวลาบัญชีท ี่ผ่านมาและมีมีกำหนดครบสิบ สองเดือนโดยวันสุดท้ายของรอ บระยะเวลาบัญชีที่เกิดขึ้นก ่อนหรือในวันที่ 31 ธันวาคม 2558
(๓) ได้รับยกเว้นจากการตรวจสอบ ไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษี และความผิดอาญาตามประมวลรัษ ฎากร สำหรับรายได้หรือมูลค่าของฐ านภาษี รายรับหรือการกระทำตราสารก่ อนวันที่ 1 มกราคม 2559 แต่ไม่ใช้บังคับ กรณีถูกดำเนินก่อนวันที่ 1 มกราคม 2559 ดังต่อไปนี้
(๓.๑) ถูกตรวจสอบโดยมีหมายเรียก
(๓.๒) ไม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบขอ งเจ้าพนักงานประเมิน
(๓.๓) เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีปลอมห รือเป็นผู้ใช้ใบกำกับภาษีปล อมหรือกระทำการหลีกเลี่ยงกา รเสียภาษีโดยแสดงรายจ่ายอัน เป็นเท็จต่อกรมสรรพากร
(๓.๔) ไม่อยู่ระหว่างดำเนินคดีในช ั้นพนักงานสอบสวน ชั้นพนักงานอัยการหรือชั้นศ าล
(๑) ต้องเป็นบริษัทฯที่เสียภาษี
(๒) บริษัทฯจะต้องมีรายได้ไม่เก
(๓) ได้รับยกเว้นจากการตรวจสอบ ไต่สวน ประเมินหรือสั่งให้เสียภาษี
(๓.๑) ถูกตรวจสอบโดยมีหมายเรียก
(๓.๒) ไม่อยู่ระหว่างการตรวจสอบขอ
(๓.๓) เป็นผู้ออกใบกำกับภาษีปลอมห
(๓.๔) ไม่อยู่ระหว่างดำเนินคดีในช
วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2558
การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี
การเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชี มี 2 กรณี
1. การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีจากประมาณการกำไรสุทธิ จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลานั้นและให้คำนวณและ ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณกำไรสุทธิในรอบของระยะ เวลานั้นแต่เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียภาษีประมาณการกำไรสุทธิน้อยกว่าที่ควร ประมาณการ จึงมีการกำหนดให้ผู้เสียภาษีหากมีการแสดงประมาณกำไรขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ จะถูกลงโทษต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 หากผู้ เสียภาษีจะไม่ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ จะต้องเป็นมีเหตุอันสมควร แต่แนวปฏิบัติที่พิจารณาเหตุอันสมควรตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ป. 50/ 2537 กำหนดให้จัดทำประมาณกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่ น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี เงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว ปัจจุบันกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ป. 152/2558 ลงวันที่ 10 กันยายน 2558 กำหนดเหตุอันสมควรเพิ่มเติมมาอีกกรณีหนึ่ง ดังนี้
1. การคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลครึ่งรอบระยะเวลาบัญชีจากประมาณการกำไรสุทธิ จัดทำประมาณการกำไรสุทธิหรือขาดทุนสุทธิในรอบระยะเวลานั้นและให้คำนวณและ ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลจากจำนวนกึ่งหนึ่งของประมาณกำไรสุทธิในรอบของระยะ เวลานั้นแต่เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้เสียภาษีประมาณการกำไรสุทธิน้อยกว่าที่ควร ประมาณการ จึงมีการกำหนดให้ผู้เสียภาษีหากมีการแสดงประมาณกำไรขาดไปเกินร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ จะถูกลงโทษต้องเสียเงินเพิ่มอีกร้อยละ 20 หากผู้ เสียภาษีจะไม่ต้องเสียเงินเพิ่มร้อยละ 25 ของกำไรสุทธิ จะต้องเป็นมีเหตุอันสมควร แต่แนวปฏิบัติที่พิจารณาเหตุอันสมควรตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ป. 50/ 2537 กำหนดให้จัดทำประมาณกำไรสุทธิและยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีครึ่งปีไว้ไม่ น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี เงินได้นิติบุคคลในรอบระยะเวลาบัญชีที่แล้ว ปัจจุบันกรมสรรพากรได้ออกคำสั่งกรมสรรพากรที่ป. 152/2558 ลงวันที่ 10 กันยายน 2558 กำหนดเหตุอันสมควรเพิ่มเติมมาอีกกรณีหนึ่ง ดังนี้
วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2558
ภาษีโรงเรียนกวดวิชา
ตามพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 กำหนดโรงเรียนเอกชนเป็น 2 ระบบ
1. โรงเรียนในระบบหมายความว่า โรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยกำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาการศึกษา การจัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน เช่น โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนเซนต์ฯต่างๆ โรงเรียนนานาชาติ เป็นต้น
2. โรงเรียนนอกระบบหมายความว่า โรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยมีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาการศึกษา การวัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา เช่น โรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนสอนดนตรี โรงเรียนวิชาชีพ รวมถึงศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาตีกา) และสถาบันศึกษาปอเนาะ
กฎหมายภาษีเงินได้ของโรงเรียนเอกชนที่มีการแก้ไขตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 588-590) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 307ซึ่งมีการลงราชกิจจานุเบกษาแล้วมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2558 โดยสรุปสาระสำคัญตามกฎหมายใหม่ได้ดังต่อไปนี้
1. โรงเรียนในระบบหมายความว่า โรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยกำหนดจุดมุ่งหมาย วิธีการศึกษา หลักสูตร ระยะเวลาการศึกษา การจัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขของการสำเร็จการศึกษาที่แน่นอน เช่น โรงเรียนอนุบาล โรงเรียนเซนต์ฯต่างๆ โรงเรียนนานาชาติ เป็นต้น
2. โรงเรียนนอกระบบหมายความว่า โรงเรียนที่จัดการศึกษาโดยมีความยืดหยุ่นในการกำหนดจุดมุ่งหมาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษา ระยะเวลาการศึกษา การวัดและประเมินผลซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสำเร็จการศึกษา เช่น โรงเรียนกวดวิชา โรงเรียนสอนภาษา โรงเรียนสอนดนตรี โรงเรียนวิชาชีพ รวมถึงศูนย์การศึกษาอิสลามประจำมัสยิด (ตาตีกา) และสถาบันศึกษาปอเนาะ
กฎหมายภาษีเงินได้ของโรงเรียนเอกชนที่มีการแก้ไขตามพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 588-590) และกฎกระทรวง ฉบับที่ 307ซึ่งมีการลงราชกิจจานุเบกษาแล้วมีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2558 โดยสรุปสาระสำคัญตามกฎหมายใหม่ได้ดังต่อไปนี้
วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ภาษีมรดก
ภาษี
มรดกได้ผ่านสภานิติบัญญัติวาระ 3 โดยออกเป็นพระราชบัญญัติมีทั้งหมด 38
มาตรา
และมีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากรโดยปรับปรุงการยกเว้นภาษี
เงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการเจ้ามรดกให้ทรัพย์สินผู้รับมรดกก่อนเจ้ามรดกตาย
มีข้อกฎหมายสรุปได้ดังนี้
1) ภาษีมรดกให้มีผลบังคับภายใน 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2) ภาษีมรดกไม่ใช้บังคับกรณีดังต่อไปนี้
2.1 มรดกที่เจ้ามรดกตายก่อนจะมีผลบังคับ
2.2 มรดกที่คู่สมรสของเจ้ามรดกได้รับจากเจ้ามรดก
2.3 บุคคลผู้ได้รับมรดกที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาหรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้ มรดกนั้นเพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษาหรือกิจการสาธารณประโยชน์
2.4 หน่วยงานของรัฐบาลและนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกิจการศาสนา กิจการศึกษาหรือกิจการสาธารณประโยชน์
2.5 บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผุกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสห ประชาชาติหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฎิ บัติต่อกันกับนานาประเทศ
3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากการรับมรดก
3.1 บุคคลที่สัญชาติไทย
3.2 บุคคลธรรมดามิได้มีสัญชาติไทยแต่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
3.3 บุคคลผู้มิได้มีสัญชาติไทย
บุคคล (3.1) (3.2) เสียภาษีมรดกจากทรัพย์สินทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศไทย
ส่วนบุคคล (3.3) เสียภาษีมรดกเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
1) ภาษีมรดกให้มีผลบังคับภายใน 180 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
2) ภาษีมรดกไม่ใช้บังคับกรณีดังต่อไปนี้
2.1 มรดกที่เจ้ามรดกตายก่อนจะมีผลบังคับ
2.2 มรดกที่คู่สมรสของเจ้ามรดกได้รับจากเจ้ามรดก
2.3 บุคคลผู้ได้รับมรดกที่เจ้ามรดกแสดงเจตนาหรือเห็นได้ว่ามีความประสงค์ให้ใช้ มรดกนั้นเพื่อประโยชน์ในกิจการศาสนา กิจการศึกษาหรือกิจการสาธารณประโยชน์
2.4 หน่วยงานของรัฐบาลและนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกิจการศาสนา กิจการศึกษาหรือกิจการสาธารณประโยชน์
2.5 บุคคลหรือองค์การระหว่างประเทศตามข้อผุกพันที่ประเทศไทยมีอยู่ต่อองค์การสห ประชาชาติหรือตามกฎหมายระหว่างประเทศหรือตามสัญญาหรือตามหลักถ้อยทีถ้อยปฎิ บัติต่อกันกับนานาประเทศ
3) ผู้มีหน้าที่เสียภาษีจากการรับมรดก
3.1 บุคคลที่สัญชาติไทย
3.2 บุคคลธรรมดามิได้มีสัญชาติไทยแต่มีถิ่นที่อยู่ในราชอาณาจักรไทยตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง
3.3 บุคคลผู้มิได้มีสัญชาติไทย
บุคคล (3.1) (3.2) เสียภาษีมรดกจากทรัพย์สินทั้งที่อยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศไทย
ส่วนบุคคล (3.3) เสียภาษีมรดกเฉพาะทรัพย์สินที่อยู่ในประเทศไทย
วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2558
ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายรับจากการให้บริการหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือตำราเรียน
พระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 585)
ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับรายรับจากการให้บริการหนังสือพิมพ์
นิตยสารหรือตำราเรียน
ที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (e-book)
มีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2558
เงื่อนไขการได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวเช่นเดียวกับการยกเว้น ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือตำราเรียน แต่จะต่างกันในประเด็นการขายหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือตำราเรียนมีสิทธิแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อจดทะเบียนภาษี มูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่การ ให้บริการหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือตำราเรียน ที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (e-book) ในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายขอใช้สิทธิแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้
เงื่อนไขการได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มดังกล่าวเช่นเดียวกับการยกเว้น ภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการขายหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือตำราเรียน แต่จะต่างกันในประเด็นการขายหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือตำราเรียนมีสิทธิแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อจดทะเบียนภาษี มูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแต่การ ให้บริการหนังสือพิมพ์ นิตยสารหรือตำราเรียน ที่อยู่ในรูปของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (e-book) ในปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายขอใช้สิทธิแจ้งต่ออธิบดีกรมสรรพากรเพื่อจดทะเบียน ภาษีมูลค่าเพิ่มและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มได้
นอกจากนี้
การขายหนังสือพิมพ์ยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ได้การโฆษณาในหนังสือพิมพ์
ในขณะที่การให้บริการหนังสือพิมพ์และโฆษณาหนังสือพิมพ์ในรูปของข้อมูล
อิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต (e-book)
อาจจะได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่มก็ได้แต่ต้องให้กรมสรรพากรตีความต่อไป
ที่มา facebook.com/taxationdotcom
ที่มา facebook.com/taxationdotcom
วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2558
ภาษีน่ารู้ : ภาระภาษีกรณีนิติบุคคลจ่ายค่าโฆษณาใน Search engineให้กับบริษัทในต่างประเทศ มีภาระทางด้านภาษีใดบ้าง?
เรื่องนี้เป็นเรื่องน่ารู้อีกหนึ่งเรื่องน่ะครับ
สำหรับการที่นิติบุคคลทำโฆษณาบน Search engine ต่างๆ เช่น Google เป็นต้น
หรือที่เรารู้จักกันในนามของ Google adword นั่นเอง
ซึ่งนิติบุคคลที่ทำโฆษณากับ Search engine
นั้นจะเสียค่าโฆษณาตามจำนวนคลิ๊กที่มีผู้สนใจเข้ามาคลิ๊กดูเนื้อหาใน
website ซึ่งประเด็นมีอยู่ว่าการทำธุรกรรมเช่นนี้นั้นมีประเด็นทางภาษีอย่าง
ไรบ้าง?
ประเด็นที่ 1 : ภาษีเงินได้นิติบุคคล
รายจ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของบริษัท ถือเป็นรายจ่ายได้ไม่ต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี(13) แห่งประมวลรัษฏากร
ประเด็นที่ 2 : ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
การให้บริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทจ่ายเงินได้ให้กับนิติบุคคลตามกฏหมายต่างประเทศจึงไม่มีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 นั้นระบุไว้ดังนี้ "บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้ "
ประเด็นที่ 3 : ภาษีมูลค่าเพิ่ม
การให้บริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร (เป็นการนำเข้าบริการ) จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ.36 ในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร
Credit : CPD Tutor Team
ประเด็นที่ 1 : ภาษีเงินได้นิติบุคคล
รายจ่ายดังกล่าวเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของบริษัท ถือเป็นรายจ่ายได้ไม่ต้องห้าม ตามมาตรา 65 ตรี(13) แห่งประมวลรัษฏากร
ประเด็นที่ 2 : ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย
การให้บริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นเงินได้พึงประเมิน ตามมาตรา 40(8) แห่งประมวลรัษฎากร เมื่อบริษัทจ่ายเงินได้ให้กับนิติบุคคลตามกฏหมายต่างประเทศจึงไม่มีหน้าที่ หักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 70 แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่ายตามมาตรา 70 นั้นระบุไว้ดังนี้ "บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ตั้งขึ้นตามกฎหมายของต่างประเทศ มิได้ประกอบกิจการในประเทศไทย แต่ได้รับเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (2)(3) (4) (5) หรือ (6) ที่จ่ายจากหรือในประเทศไทย ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลนั้นเสียภาษี โดยให้ผู้จ่ายหักภาษีจากเงินได้พึงประเมินที่จ่ายตามอัตราภาษีเงินได้ "
ประเด็นที่ 3 : ภาษีมูลค่าเพิ่ม
การให้บริการดังกล่าว เข้าลักษณะเป็นการให้บริการในต่างประเทศ และได้มีการใช้บริการนั้นในราชอาณาจักร (เป็นการนำเข้าบริการ) จึงต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม บริษัทผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยแบบ ภ.พ.36 ในอัตราร้อยละ 7 ตามมาตรา 83/6(2) แห่งประมวลรัษฎากร
Credit : CPD Tutor Team
วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558
ประกาศอธิบดีเกี่ยวกับอากรแสตมป์ฯ ฉบับที่ 54
ประกาศอธิบดีเกี่ยวกับอากรแสตมป์ฯ ฉบับที่ 54 ลงวันที่ 29 ธันวาคม 2557
แก้ไขเพิ่มเติมประกาศอธิบดีสรรพากรฯ ฉบับที่ 37
กำหนดให้ชำระอากรเป็นตัวเงินเพิ่มเติมดังต่อไปนี้
(1) สัญญาเช่าที่ดินโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอื่นหรือแพสำหรับค่าเช่าตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเดิมกำหนดให้เฉพาะสัญญาที่ทำกับรัฐบาล องค์การรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาลหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เช่าและสัญญาเช่าอสังหาฯที่ ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินตามลักษณะแห่งตราสาร 1 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์
(2) สัญญารับจ้างทำของที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเดิมกำหนดให้เฉพาะสัญญารับจ้างทำของที่ทำกับรัฐบาล องค์การรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาลหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไปตามลักษณะแห่งตราสาร 4 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์
โดยประกาศอธิบดีฉบับนี้ให้มีผลภายใน 60 วันนับตั้งแต่ลงราชกิจจา (วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558)
ดังนั้น หลัง 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 สัญญาเช่าที่ดินโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอื่นหรือแพที่มีค่าเช่าตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปและสัญญารับจ้างทำของที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปจะต้องชำระอากรเป็นตัวเงิน จะซื้ออากรแสตมป์มาติดไม่ได้
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ rd.go.th/publish/54509.0.html ครับ
ที่มา facebook.com/taxationdotcom
(1) สัญญาเช่าที่ดินโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอื่นหรือแพสำหรับค่าเช่าตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเดิมกำหนดให้เฉพาะสัญญาที่ทำกับรัฐบาล องค์การรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาลหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นผู้เช่าและสัญญาเช่าอสังหาฯที่ ต้องจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่ ผู้รับจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดินตามลักษณะแห่งตราสาร 1 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์
(2) สัญญารับจ้างทำของที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไป ซึ่งเดิมกำหนดให้เฉพาะสัญญารับจ้างทำของที่ทำกับรัฐบาล องค์การรัฐบาล เทศบาล สุขาภิบาลหรือองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเป็นผู้ว่าจ้างและมีสินจ้างตั้งแต่ 200,000 บาทขึ้นไปตามลักษณะแห่งตราสาร 4 แห่งบัญชีอัตราอากรแสตมป์
โดยประกาศอธิบดีฉบับนี้ให้มีผลภายใน 60 วันนับตั้งแต่ลงราชกิจจา (วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558)
ดังนั้น หลัง 60 วัน นับตั้งแต่วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 สัญญาเช่าที่ดินโรงเรือน สิ่งปลูกสร้างอื่นหรือแพที่มีค่าเช่าตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปและสัญญารับจ้างทำของที่มีสินจ้างตั้งแต่ 1,000,000 บาทขึ้นไปจะต้องชำระอากรเป็นตัวเงิน จะซื้ออากรแสตมป์มาติดไม่ได้
ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ rd.go.th/publish/54509.0.html ครับ
ที่มา facebook.com/taxationdotcom
วันศุกร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2558
ขยายเวลาการยื่นแบบผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตถึง 31 มกราคม 2560
ตามที่กระทรวงการคลังขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการภาษี การชำระภาษี
และการนำส่งภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีเงินได้หัก ณ
ที่จ่าย
ภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีธุรกิจเฉพาะผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตออกไปอีก 8
วัน
นับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบแสดงรายการภาษีตามที่กฎหมายกำหนดซึ่งจะสิ้นสุด
โครงการในวันที่ 31 มกราคม 2558
ล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาศัยอำนาจตามมาตรา 3 อัฏฐ วรรค 2
แห่งประมวลรัษฎากรขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบการชำระกำหนดเวลาการยื่นแบบแสดง
รายการดังกล่าวออกไปถึง 31 มกราคม 2560
(คำชี้แจงกรมสรรพากรการขยายกำหนดเวลากำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตฉบับที่ 3 ลงวันที่ 14 มกราคม 2558)
ที่มา facebook.com/taxationdotcom
(คำชี้แจงกรมสรรพากรการขยายกำหนดเวลากำหนดเวลาการยื่นแบบแสดงรายการผ่านระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตฉบับที่ 3 ลงวันที่ 14 มกราคม 2558)
ที่มา facebook.com/taxationdotcom
วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2558
ข้อความที่ต้องระบุเพิ่มในใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ รายงานภาษีซื้อและภาษีขาย
ตั้งแต่ 1 มกราคม 2558 ใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเพิ่มหนี้ และใบลดหนี้ จะต้องระบุข้อความเพิ่มเติม ดังนี้
1. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี(ตั้งแต่ปี2558ต้องระบุสำนักงาน ใหญ่หรือสาขาที่)
2. ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ(ตั้งแต่ปี2558ต้องระบุเลขประจำตัวผู้ เสียภาษีซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่)
การระบุข้อความดังกล่าวจะต้องดำเนินการ ดังนี้
1. ชื่อ ที่อยู่ และเลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ออกใบกำกับภาษี(ตั้งแต่ปี2558ต้องระบุสำนักงาน ใหญ่หรือสาขาที่)
2. ชื่อ ที่อยู่ของผู้ซื้อสินค้าหรือรับบริการ(ตั้งแต่ปี2558ต้องระบุเลขประจำตัวผู้ เสียภาษีซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียนและสำนักงานใหญ่หรือสาขาที่)
การระบุข้อความดังกล่าวจะต้องดำเนินการ ดังนี้
- ตีพิมพ์,จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์,ประทับด้วยตรายาง,
เขียนด้วยหมึก,พิมพ์ดีดหรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนอง
เดียวกัน
- สำนักงานใหญ่ สนญ >> HO,HQหรือ 00000 (ห้าหลัก)
- สาขาที่... สาขาที่ 1 >> สาขาที่01,BRANCH NO 1
br.no 1 หรือ 00001(ห้าหลัก)
นอกจากนี้ รายงานภาษีขายจะต้องเพิ่มช่องมา 2 ช่อง ได้แก่
1. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อสินค้า/ ผู้รับบริการ
2. สถานประกอบการต้องระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา
รายงานภาษีซื้อจะต้องเพิ่มช่องมา 2 ช่อง ได้แก่
1. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายสินค้า/ ผู้ให้บริการ
2. สถานประกอบการต้องระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา
หากไม่ดำเนินการดังกล่าว ผู้จัดทำใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ จะต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ตามมาตรา 89(5)(10) และระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาทตามมาตรา 90(12)(15)
ที่มา facebook.com/taxationdotcom
- สำนักงานใหญ่ สนญ >> HO,HQหรือ 00000 (ห้าหลัก)
- สาขาที่... สาขาที่ 1 >> สาขาที่01,BRANCH NO 1
br.no 1 หรือ 00001(ห้าหลัก)
นอกจากนี้ รายงานภาษีขายจะต้องเพิ่มช่องมา 2 ช่อง ได้แก่
1. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ซื้อสินค้า/ ผู้รับบริการ
2. สถานประกอบการต้องระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา
รายงานภาษีซื้อจะต้องเพิ่มช่องมา 2 ช่อง ได้แก่
1. เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของผู้ขายสินค้า/ ผู้ให้บริการ
2. สถานประกอบการต้องระบุสำนักงานใหญ่หรือสาขา
หากไม่ดำเนินการดังกล่าว ผู้จัดทำใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ใบเพิ่มหนี้ ใบลดหนี้ และรายงานภาษีขายและรายงานภาษีซื้อ จะต้องเสียเบี้ยปรับ 2 เท่า ตามมาตรา 89(5)(10) และระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาทตามมาตรา 90(12)(15)
ที่มา facebook.com/taxationdotcom
วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2558
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๒๔๙)
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร
เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๒๔๙)
เรื่อง กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล จัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย
----------------------
เพื่อประโยชน์ในการจัด
เก็บภาษีอากร อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 17 (2) แห่งประมวลรัษฎากร
ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่
25) พ.ศ. 2525
อธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล
จัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย ดังต่อไปนี้ เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ ๒๔๙)
เรื่อง กำหนดให้ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล จัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย
----------------------
ข้อ ๑ ให้ห้างหุ้นส่วนสามัญหรือคณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล จัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงยอดเงินคงเหลือยกมา จำนวนรวมของยอดรายได้และยอดรายจ่ายที่ได้มีการรับมาหรือจ่ายไปในระหว่างปี ภาษี และยอดเงินคงเหลือยกไป โดยต้องมีรายการและข้อความอย่างน้อยตามแบบที่แนบท้ายประกาศนี้
ข้อ ๒ การจัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย ตามข้อ 1 ให้ทำเป็นภาษาไทย ถ้าทำเป็นภาษาต่างประเทศให้มีภาษาไทยกำกับ
ข้อ ๓ การจัดทำบัญชีหรือรายงานแสดงรายได้และรายจ่าย ตามข้อ ๑ ให้ยื่นต่อเจ้าพนักงานประเมินพร้อมกับการยื่นแบบ ภ.ง.ด. ๙๐ หรือ ภ.ง.ด. ๙๑ ของทุกปีภาษี
ข้อ ๔ ประกาศนี้ให้ใช้บังคับสำหรับการยื่นแบบ ภ.ง.ด. ๙๐ หรือ ภ.ง.ด. ๙๑ ซึ่งจะต้องยื่นรายการตั้งแต่วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นต้นไป
ที่มา rd.go.th
วันอาทิตย์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2558
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 39)
พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 39) ลงวันที่ 26
ธันวาคม 2557 มีผลบังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2558 มีหลักการหลายประการ
ดังนี้
1) ให้เพิ่มบทนิยามคำว่า "คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล" ระหว่างบทนิยามคำว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" และคำว่า "ขาย" ในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529
"คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล" หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกันอันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ
2) ให้ยกเลิก (14) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข้เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529
3) บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ นี้ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือ ที่พึ่งชำระก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ที่มา facebook.com/taxationdotcom
1) ให้เพิ่มบทนิยามคำว่า "คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล" ระหว่างบทนิยามคำว่า "บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล" และคำว่า "ขาย" ในมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529
"คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล" หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกันอันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ
2) ให้ยกเลิก (14) ของมาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งแก้ไข้เพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2529
3) บทบัญญัติแห่งประมวลรัษฎากรที่ถูกยกเลิกหรือแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติ นี้ให้ยังคงใช้บังคับต่อไปเฉพาะในการปฏิบัติจัดเก็บภาษีอากรที่ค้างอยู่หรือ ที่พึ่งชำระก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ
ที่มา facebook.com/taxationdotcom
วันเสาร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2557
ระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท (ฉบับที่ 9) พ.ศ. ๒๕๕7
โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและ
บริษัทจำกัด เพื่อให้มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจขายตรง และธุรกิจตลาดแบบตรง มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น
อาศัยอำนาจตามความใน ข้อ ๓ วรรคสาม และข้อ 4 แห่งกฎกระทรวง จัดตั้งสำนักงานทะเบียน
หุ้นส่วนบริษัท แต่งตั้งนายทะเบียน และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด
พ.ศ. ๒๕๔๙ ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นายทะเบียนกลางจึงออกระเบียบ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียน
ห้างหุ้นส่วนและบริษัท (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2557”
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557
ข้อ 3 บรรดาคำสั่ง ประกาศ และระเบียบอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัด
หรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ ๓๘ แห่งระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วย
การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วน
บริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ ๓๘ ชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจะต้องไม่มีคำหรือข้อความใด ๆ ดังต่อไปนี้
(๑) พระนามของพระเจ้าแผ่นดิน พระมเหสี รัชทายาท หรือพระบรมวงศานุวงศ์ในพระราชวงศ์
ปัจจุบัน เว้นแต่จะได้รับพระบรมราชานุญาต
(๒) ชื่อกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการ ราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานหรือองค์การของรัฐ
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง
(๓) ชื่อประเทศ กรณีใช้ชื่อประเทศเป็นส่วนหนึ่งของชื่อให้ระบุไว้ในวงเล็บท้ายชื่อ
(๔) ชื่อที่อาจก่อให้เกิดสำคัญผิดว่ารัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการ ราชการส่วนท้องถิ่น
หน่วยงานหรือองค์การของรัฐทั้งของประเทศไทยหรือต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศเป็นเจ้าของ
หรือผู้ดำเนินการ
(๕) ชื่อซึ่งมีคำว่า “บริษัทมหาชนจำกัด” “บริษัทจำกัด(มหาชน)” “บมจ” “สมาคมการค้า”
หรือ“หอการค้า” หรือชื่อที่คล้ายกันหรือเรียกขานคล้ายกับคำเช่นว่านั้น
(๖) ชื่อภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศ ซึ่งมีความหมายหรือทำให้เข้าใจได้ว่าประกอบธุรกิจ
ธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ธุรกิจข้อมูลเครดิต ธุรกิจขายตรง
ธุรกิจตลาดแบบตรง กิจการประกันภัย กิจการจัดหางาน และกิจการคลังสินค้า หรือชื่อที่มีคำใดคำหนึ่งที่กำหนด
ไว้ท้ายระเบียบนี้ และที่จะกำหนดขึ้นในภายหลังประกอบชื่อ เว้นแต่จะได้แสดงหลักฐานความเห็นชอบ
ให้ประกอบธุรกิจดังกล่าวได้จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
คำว่า “โรงเรียน” “สถาบัน” “วิทยาลัย” “มหาวิทยาลัย” หรือคำในภาษาต่างประเทศ
ที่มีความหมายอย่างเดียวกัน เว้นแต่จะได้แสดงหลักฐานความเห็นชอบให้ประกอบธุรกิจดังกล่าวได้
จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
(๗) ชื่อที่เป็นการสลับชื่อระหว่างห้างหุ้นส่วนกับห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนกับบริษัท หรือ
บริษัทกับบริษัท
(๘) ชื่อที่เหมือน หรือมีเสียงเรียกขานตรงกันกับชื่อห้างหุ้นส่วน หรือชื่อในหนังสือบริคณห์สนธิ
หรือชื่อบริษัทที่ได้ยื่นขอจดทะเบียน หรือนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว ซึ่งอาจทำให้เกิด
ความหลงผิดได้ เว้นแต่
(๘.๑) ชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อแล้ว หรือ
(๘.๒) ชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว หรือ
(๘.๓) ชื่อในหนังสือบริคณห์สนธิซึ่งนายทะเบียนรับจดทะเบียนแล้วและปรากฏข้อความ
ว่าผู้เริ่มก่อการทุกคนตกลงให้หนังสือบริคณห์สนธิฉบับนั้นสิ้นผล และไม่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
ภายในสิบปี นับแต่วันที่จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ
(๙) ชื่อที่เหมือน หรือมีเสียงเรียกขานตรงกับชื่อห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดที่นายทะเบียน
ขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้ว เว้นแต่จะพ้นเวลาสิบปีนับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อ
(๑๐) ชื่อซึ่งมีเครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือตัวเลขโรมัน
(๑๑) ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่สามารถใช้เป็นชื่อห้างหุ้นส่วนและบริษัทแนบท้ายระเบียบนี้
(๑๒) ชื่อที่ขัดต่อแนวนโยบายแห่งรัฐ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของ
ประชาชน
(๑๓) ชื่อที่ใช้ภาษาต่างประเทศมีความหมาย หรือเสียงเรียกขานไม่ตรงกับชื่อภาษาไทย
(๑๔) ชื่อที่ใช้คำ หรือตัวอักษรไม่ถูกหลักภาษาไทย
ผู้ขอจองชื่อต้องตรวจสอบชื่อที่ขอจองในระบบการจองชื่อ ตามหลักเกณฑ์ในข้อ ๓๘ (๑) - (๑๑)
ก่อนจองชื่อ ยกเว้นกรณีตามข้อ ๓๘ (๑๒) - (๑๔) ให้นายทะเบียนเป็นผู้ตรวจพิจารณา
กรณีห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทใช้ชื่อซึ่งพ้องกับชื่อในหนังสือบริคณห์สนธิฉบับอื่นซึ่งได้จดทะเบียน
ไว้แล้ว หรือพ้องกับชื่อห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทอื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้ว หรือคล้ายคลึงกับชื่อเช่นว่านั้น
จนอาจทำให้เกิดความหลงผิดได้ จะต้องรับผิดชอบในการใช้ชื่อดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๑๘ มาตรา ๖๗ และมาตรา ๑๑๑๕
- 2 -
ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในข้อ ๔4 แห่งระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วย
การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ ๔๔ วัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนและบริษัทจะต้องไม่มีลักษณะดังต่อไปนี้
(๑) ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือขัดต่อ
รัฐประศาสโนบาย
(๒) ใช้คำหรือข้อความที่มีความหมายไม่ชัดเจน หรือไม่กำหนดขอบเขตให้ชัดเจนแน่นอน
(๓) ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(๔) ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจหลักทรัพย์ กิจการข้อมูลเครดิต บริหารสินทรัพย์ กิจการคลังสินค้า
กิจการไซโล หรือกิจการห้องเย็น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(๕) กิจการจัดหางาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวจากกรมการจัดหางาน
(6) กิจการนายหน้า ตัวแทน และตัวแทนค้าต่างในธุรกิจต่างๆ เว้นแต่จะได้ระบุว่า
ยกเว้นกิจการประกันภัย การหาสมาชิกให้สมาคม และการค้าหลักทรัพย์
(7) กิจการเกี่ยวกับการรับจำนองทรัพย์สิน เว้นแต่จะระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า “โดยมิได้รับฝากเงิน
หรือรับเงินจากประชาชนและใช้ประโยชน์จากเงินนั้น”
(8) กิจการนายหน้าประกันภัย เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
(9) กิจการแชร์
(๑0) กิจการซื้อขายสินค้าล่วงหน้า (คอมโมดิตี้) เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ
ดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(11) กิจการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การศึกษา โรงเรียน สถาบันการศึกษา
เว้นแต่จะได้ระบุข้อความว่า “เมื่อได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว”
(12) ธุรกิจขายตรง หรือธุรกิจตลาดแบบตรง เว้นแต่จะได้รับการจดทะเบียนให้ประกอบธุรกิจ
ดังกล่าวจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ข้อ 6 คำขอจดทะเบียนซึ่งได้ยื่นขอจดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้เป็นไปตาม
ระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ในขณะยื่นคำขอจดทะเบียนนั้น
ประกาศ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2557
ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
นายทะเบียนกลาง
ที่มา dbd.go.th
บริษัทจำกัด เพื่อให้มีวัตถุประสงค์ประกอบธุรกิจขายตรง และธุรกิจตลาดแบบตรง มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น
อาศัยอำนาจตามความใน ข้อ ๓ วรรคสาม และข้อ 4 แห่งกฎกระทรวง จัดตั้งสำนักงานทะเบียน
หุ้นส่วนบริษัท แต่งตั้งนายทะเบียน และกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด
พ.ศ. ๒๕๔๙ ออกตามความในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นายทะเบียนกลางจึงออกระเบียบ ดังต่อไปนี้
ข้อ 1 ระเบียบนี้เรียกว่า “ระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียน
ห้างหุ้นส่วนและบริษัท (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2557”
ข้อ 2 ระเบียบนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2557
ข้อ 3 บรรดาคำสั่ง ประกาศ และระเบียบอื่นใดในส่วนที่กำหนดไว้แล้วในระเบียบนี้ หรือซึ่งขัด
หรือแย้งกับระเบียบนี้ ให้ใช้ระเบียบนี้แทน
ข้อ 4 ให้ยกเลิกความในข้อ ๓๘ แห่งระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วย
การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. ๒๕๕๔ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วน
บริษัทกลางว่าด้วยการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2555 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ ๓๘ ชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจะต้องไม่มีคำหรือข้อความใด ๆ ดังต่อไปนี้
(๑) พระนามของพระเจ้าแผ่นดิน พระมเหสี รัชทายาท หรือพระบรมวงศานุวงศ์ในพระราชวงศ์
ปัจจุบัน เว้นแต่จะได้รับพระบรมราชานุญาต
(๒) ชื่อกระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการ ราชการส่วนท้องถิ่น หน่วยงานหรือองค์การของรัฐ
เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้อง
(๓) ชื่อประเทศ กรณีใช้ชื่อประเทศเป็นส่วนหนึ่งของชื่อให้ระบุไว้ในวงเล็บท้ายชื่อ
(๔) ชื่อที่อาจก่อให้เกิดสำคัญผิดว่ารัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม ส่วนราชการ ราชการส่วนท้องถิ่น
หน่วยงานหรือองค์การของรัฐทั้งของประเทศไทยหรือต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศเป็นเจ้าของ
หรือผู้ดำเนินการ
(๕) ชื่อซึ่งมีคำว่า “บริษัทมหาชนจำกัด” “บริษัทจำกัด(มหาชน)” “บมจ” “สมาคมการค้า”
หรือ“หอการค้า” หรือชื่อที่คล้ายกันหรือเรียกขานคล้ายกับคำเช่นว่านั้น
(๖) ชื่อภาษาไทยหรือภาษาต่างประเทศ ซึ่งมีความหมายหรือทำให้เข้าใจได้ว่าประกอบธุรกิจ
ธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์ ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ ธุรกิจข้อมูลเครดิต ธุรกิจขายตรง
ธุรกิจตลาดแบบตรง กิจการประกันภัย กิจการจัดหางาน และกิจการคลังสินค้า หรือชื่อที่มีคำใดคำหนึ่งที่กำหนด
ไว้ท้ายระเบียบนี้ และที่จะกำหนดขึ้นในภายหลังประกอบชื่อ เว้นแต่จะได้แสดงหลักฐานความเห็นชอบ
ให้ประกอบธุรกิจดังกล่าวได้จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
คำว่า “โรงเรียน” “สถาบัน” “วิทยาลัย” “มหาวิทยาลัย” หรือคำในภาษาต่างประเทศ
ที่มีความหมายอย่างเดียวกัน เว้นแต่จะได้แสดงหลักฐานความเห็นชอบให้ประกอบธุรกิจดังกล่าวได้
จากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
(๗) ชื่อที่เป็นการสลับชื่อระหว่างห้างหุ้นส่วนกับห้างหุ้นส่วน ห้างหุ้นส่วนกับบริษัท หรือ
บริษัทกับบริษัท
(๘) ชื่อที่เหมือน หรือมีเสียงเรียกขานตรงกันกับชื่อห้างหุ้นส่วน หรือชื่อในหนังสือบริคณห์สนธิ
หรือชื่อบริษัทที่ได้ยื่นขอจดทะเบียน หรือนายทะเบียนได้รับจดทะเบียนไว้ก่อนแล้ว ซึ่งอาจทำให้เกิด
ความหลงผิดได้ เว้นแต่
(๘.๑) ชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อแล้ว หรือ
(๘.๒) ชื่อห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่ได้จดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีแล้ว หรือ
(๘.๓) ชื่อในหนังสือบริคณห์สนธิซึ่งนายทะเบียนรับจดทะเบียนแล้วและปรากฏข้อความ
ว่าผู้เริ่มก่อการทุกคนตกลงให้หนังสือบริคณห์สนธิฉบับนั้นสิ้นผล และไม่มีการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท
ภายในสิบปี นับแต่วันที่จดทะเบียนหนังสือบริคณห์สนธิ
(๙) ชื่อที่เหมือน หรือมีเสียงเรียกขานตรงกับชื่อห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทจำกัดที่นายทะเบียน
ขีดชื่อออกจากทะเบียนแล้ว เว้นแต่จะพ้นเวลาสิบปีนับแต่วันที่นายทะเบียนขีดชื่อ
(๑๐) ชื่อซึ่งมีเครื่องหมาย สัญลักษณ์ หรือตัวเลขโรมัน
(๑๑) ชื่อ คำ หรือข้อความที่ไม่สามารถใช้เป็นชื่อห้างหุ้นส่วนและบริษัทแนบท้ายระเบียบนี้
(๑๒) ชื่อที่ขัดต่อแนวนโยบายแห่งรัฐ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของ
ประชาชน
(๑๓) ชื่อที่ใช้ภาษาต่างประเทศมีความหมาย หรือเสียงเรียกขานไม่ตรงกับชื่อภาษาไทย
(๑๔) ชื่อที่ใช้คำ หรือตัวอักษรไม่ถูกหลักภาษาไทย
ผู้ขอจองชื่อต้องตรวจสอบชื่อที่ขอจองในระบบการจองชื่อ ตามหลักเกณฑ์ในข้อ ๓๘ (๑) - (๑๑)
ก่อนจองชื่อ ยกเว้นกรณีตามข้อ ๓๘ (๑๒) - (๑๔) ให้นายทะเบียนเป็นผู้ตรวจพิจารณา
กรณีห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทใช้ชื่อซึ่งพ้องกับชื่อในหนังสือบริคณห์สนธิฉบับอื่นซึ่งได้จดทะเบียน
ไว้แล้ว หรือพ้องกับชื่อห้างหุ้นส่วน หรือบริษัทอื่นซึ่งได้จดทะเบียนไว้แล้ว หรือคล้ายคลึงกับชื่อเช่นว่านั้น
จนอาจทำให้เกิดความหลงผิดได้ จะต้องรับผิดชอบในการใช้ชื่อดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
มาตรา ๑๘ มาตรา ๖๗ และมาตรา ๑๑๑๕
- 2 -
ข้อ 5 ให้ยกเลิกความในข้อ ๔4 แห่งระเบียบสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางว่าด้วย
การจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัท พ.ศ. ๒๕๕๔ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ข้อ ๔๔ วัตถุที่ประสงค์ของห้างหุ้นส่วนและบริษัทจะต้องไม่มีลักษณะดังต่อไปนี้
(๑) ขัดต่อกฎหมาย ความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือขัดต่อ
รัฐประศาสโนบาย
(๒) ใช้คำหรือข้อความที่มีความหมายไม่ชัดเจน หรือไม่กำหนดขอบเขตให้ชัดเจนแน่นอน
(๓) ธุรกิจธนาคาร ธุรกิจเงินทุน ธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์
(๔) ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจหลักทรัพย์ กิจการข้อมูลเครดิต บริหารสินทรัพย์ กิจการคลังสินค้า
กิจการไซโล หรือกิจการห้องเย็น เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(๕) กิจการจัดหางาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าวจากกรมการจัดหางาน
(6) กิจการนายหน้า ตัวแทน และตัวแทนค้าต่างในธุรกิจต่างๆ เว้นแต่จะได้ระบุว่า
ยกเว้นกิจการประกันภัย การหาสมาชิกให้สมาคม และการค้าหลักทรัพย์
(7) กิจการเกี่ยวกับการรับจำนองทรัพย์สิน เว้นแต่จะระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า “โดยมิได้รับฝากเงิน
หรือรับเงินจากประชาชนและใช้ประโยชน์จากเงินนั้น”
(8) กิจการนายหน้าประกันภัย เว้นแต่จะได้รับความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการ
กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย
(9) กิจการแชร์
(๑0) กิจการซื้อขายสินค้าล่วงหน้า (คอมโมดิตี้) เว้นแต่จะได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจ
ดังกล่าวจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
(11) กิจการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ การศึกษา โรงเรียน สถาบันการศึกษา
เว้นแต่จะได้ระบุข้อความว่า “เมื่อได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว”
(12) ธุรกิจขายตรง หรือธุรกิจตลาดแบบตรง เว้นแต่จะได้รับการจดทะเบียนให้ประกอบธุรกิจ
ดังกล่าวจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
ข้อ 6 คำขอจดทะเบียนซึ่งได้ยื่นขอจดทะเบียนไว้ก่อนวันที่ระเบียบนี้ใช้บังคับ ให้เป็นไปตาม
ระเบียบที่ใช้บังคับอยู่ในขณะยื่นคำขอจดทะเบียนนั้น
ประกาศ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2557
ผ่องพรรณ เจียรวิริยะพันธ์
อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
นายทะเบียนกลาง
ที่มา dbd.go.th
วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557
หลักเกณฑ์การจดทะเบียนจัดตั้งและเพิ่มทุนของห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดใหม่ !
ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2558 เป็นต้นไป การยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งและเพิ่มทุนของห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด ซึ่งมีทุนที่ขอจดทะเบียนเกินกว่า 5 ล้านบาทขึ้นไป จะต้องมีการจัดส่งเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับการรับชาระค่าลงทุนต่อนายทะเบียน เพิ่มเติมดังนี้
1.การจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด
(1)กรณีชำระด้วยเงิน ให้จัดส่งเอกสารหลักฐานที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรองหรือแสดงว่าห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดได้รับชำระเงินลงหุ้นหรือเงินค่าหุ้นแล้ว ภายใน 15 วันนับถัดจากวันที่นายทะเบียนมีคำสั่งรับจดทะเบียน
(2)กรณีชำระด้วยทรัพย์สิน ให้จัดส่งเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้ภายใน 90 วันนับถัดจากวันที่นายทะเบียนมีคำสั่งรับจดทะเบียน
(2.1) ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีทะเบียน ให้ส่งสำเนาหลักฐานซึ่งแสดงว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
(2.2) ทรัพย์สินประเภทอื่นให้ส่งสำเนาบัญชี แสดงรายละเอียดและมูลค่าทรัพย์สินที่นำมาลงทุน
2. การจดทะเบียนเพิ่มทุนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด
(1) กรณีชำระด้วยเงินให้จัดส่งเอกสารหลักฐานที่ธนาคารออกให้ เพื่อรับรองหรือแสดงว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดได้รับชำระเงินลงหุ้นหรือเงินค่าหุ้นแล้ว
(2) กรณีชำระด้วยทรัพย์สิน ให้จัดส่งหนังสือชี้แจงยืนยันการรับชำระค่าลงหุ้นหรือค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้
(2.1) ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีทะเบียน ให้ส่งสำเนาหลักฐานซึ่งแสดงว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
(2.2) ทรัพย์สินประเภทอื่นให้ส่งสำเนาบัญชี แสดงรายละเอียดและมูลค่าทรัพย์สินที่นำมาลงทุน
เอกสารตามข้อ2. ให้จัดส่งพร้อมกับคำขอจดทะเบียน
ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวจะต้องแสดงจำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินที่สอดคล้องกับการชำระค่าลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนหรือค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นด้วย
ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดไม่จัดส่งเอกสารหลักฐานดังกล่าวต่อนายทะเบียน อาจเป็นเหตุให้นายทะเบียนพิจารณาเพิกถอนการจดทะเบียนได้
**************************
ส่วนพัฒนาการจดทะเบียน
กองทะเบียนธุรกิจ
18ธันวาคม 2557
1.การจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด
(1)กรณีชำระด้วยเงิน ให้จัดส่งเอกสารหลักฐานที่ธนาคารออกให้เพื่อรับรองหรือแสดงว่าห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดได้รับชำระเงินลงหุ้นหรือเงินค่าหุ้นแล้ว ภายใน 15 วันนับถัดจากวันที่นายทะเบียนมีคำสั่งรับจดทะเบียน
(2)กรณีชำระด้วยทรัพย์สิน ให้จัดส่งเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้ภายใน 90 วันนับถัดจากวันที่นายทะเบียนมีคำสั่งรับจดทะเบียน
(2.1) ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีทะเบียน ให้ส่งสำเนาหลักฐานซึ่งแสดงว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
(2.2) ทรัพย์สินประเภทอื่นให้ส่งสำเนาบัญชี แสดงรายละเอียดและมูลค่าทรัพย์สินที่นำมาลงทุน
2. การจดทะเบียนเพิ่มทุนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด
(1) กรณีชำระด้วยเงินให้จัดส่งเอกสารหลักฐานที่ธนาคารออกให้ เพื่อรับรองหรือแสดงว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดได้รับชำระเงินลงหุ้นหรือเงินค่าหุ้นแล้ว
(2) กรณีชำระด้วยทรัพย์สิน ให้จัดส่งหนังสือชี้แจงยืนยันการรับชำระค่าลงหุ้นหรือค่าหุ้นด้วยทรัพย์สินของห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัด พร้อมทั้งเอกสารหลักฐานดังต่อไปนี้
(2.1) ทรัพย์สินประเภทอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สินที่มีทะเบียน ให้ส่งสำเนาหลักฐานซึ่งแสดงว่าห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์
(2.2) ทรัพย์สินประเภทอื่นให้ส่งสำเนาบัญชี แสดงรายละเอียดและมูลค่าทรัพย์สินที่นำมาลงทุน
เอกสารตามข้อ2. ให้จัดส่งพร้อมกับคำขอจดทะเบียน
ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวจะต้องแสดงจำนวนเงินหรือมูลค่าทรัพย์สินที่สอดคล้องกับการชำระค่าลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนหรือค่าหุ้นของผู้ถือหุ้นด้วย
ในกรณีที่ห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดไม่จัดส่งเอกสารหลักฐานดังกล่าวต่อนายทะเบียน อาจเป็นเหตุให้นายทะเบียนพิจารณาเพิกถอนการจดทะเบียนได้
**************************
ส่วนพัฒนาการจดทะเบียน
กองทะเบียนธุรกิจ
18ธันวาคม 2557
วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557
ประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 199 ใบกำกับภาษีรูปแบบใหม่ บุคคลธรรมดาไม่ต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
ตามที่กรมสรรพากรได้ออกประกาศอธิบดีกรมสรรพากร ฉบับที่ 196
เกี่ยวกับรูปแบบใบกำกับภาษีแบบใหม่ โดยจะผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มกราคม 2557
แต่ได้เลื่อนออกไปเป็นวันที่ 1 มกราคม 2558
โดยสาระสำคัญในใบกำกับภาษีรูปแบบใหม่นี้จะต้องมีระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษี
ของผู้ซื้อหรือผู้รับบริการลงในใบกำกับภาษีด้วย
ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีข้อดีในแง่ของการตรวจสอบ แต่ไม่สะดวกกรณีที่บุคคลธรรมดาจะซื้อสินค้าหรือบริการ จะต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ซึ่งเป็นเลขเดียวกับบัตรประชาชน) ทางกรมสรรพากรจึงได้ออก ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 199
ข้อ 7 ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้จัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อ สินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ไว้ในใบกำกับภาษีนั้น โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้ ทั้งนี้ สำหรับการจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จัดทำ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป
โดยเนื้อหาที่สำคัญในประกาศฉบับนี้ คือ ให้ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่า เพิ่มเท่านั้น ดังนั้นกรณีที่ไปซื้อสินค้า และต้องการให้ออกใบกำกับภาษีในนามของบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ ประกอบการจดทะเบียน ก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งประจำตัวผู้เสียภาษีอีกต่อไป
เนื่องจากบุคคลธรรมดาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะไม่สามารถนำภาษีซื้อ ภาษีขาย ไปหักลดหย่อนใดๆ ได้ จะใช้ได้แต่เพียงเพื่อเป็นหลักฐานในการจ่ายชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการเท่า นั้น ส่วนผู้ประกอบการที่จดทะเบียนมีสิทธิในการนำใบกำกับภาษีให้เครดิตภาษีได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนก่อนที่จะรับใบกำกับภาษี จะต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และตรวจสอบให้ถูกต้องด้วย มิฉะนั้นจะไม่สามารถนำไปเครดิตภาษีได้
ที่มา businesssoft.com
ซึ่งจริงๆ แล้วก็มีข้อดีในแง่ของการตรวจสอบ แต่ไม่สะดวกกรณีที่บุคคลธรรมดาจะซื้อสินค้าหรือบริการ จะต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี (ซึ่งเป็นเลขเดียวกับบัตรประชาชน) ทางกรมสรรพากรจึงได้ออก ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรฉบับที่ 199
ข้อ 7 ในกรณีผู้ประกอบการจดทะเบียนได้จัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ผู้ประกอบการจดทะเบียนจะต้องระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีอากรของผู้ซื้อ สินค้าหรือผู้รับบริการซึ่งเป็นผู้ประกอบการจดทะเบียน ไว้ในใบกำกับภาษีนั้น โดยข้อความดังกล่าวจะตีพิมพ์ จัดทำขึ้นด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ประทับด้วยตรายาง เขียนด้วยหมึก พิมพ์ดีด หรือทำให้ปรากฏขึ้นด้วยวิธีการอื่นใดในลักษณะทำนองเดียวกันก็ได้ ทั้งนี้ สำหรับการจัดทำใบกำกับภาษีตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร ที่ได้จัดทำ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558 เป็นต้นไป
โดยเนื้อหาที่สำคัญในประกาศฉบับนี้ คือ ให้ระบุเลขประจำตัวผู้เสียภาษีเฉพาะผู้ประกอบการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่า เพิ่มเท่านั้น ดังนั้นกรณีที่ไปซื้อสินค้า และต้องการให้ออกใบกำกับภาษีในนามของบุคคลธรรมดาที่ไม่ได้จดทะเบียนเป็นผู้ ประกอบการจดทะเบียน ก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งประจำตัวผู้เสียภาษีอีกต่อไป
เนื่องจากบุคคลธรรมดาไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับภาษีมูลค่าเพิ่ม เพราะไม่สามารถนำภาษีซื้อ ภาษีขาย ไปหักลดหย่อนใดๆ ได้ จะใช้ได้แต่เพียงเพื่อเป็นหลักฐานในการจ่ายชำระเงินค่าสินค้าหรือบริการเท่า นั้น ส่วนผู้ประกอบการที่จดทะเบียนมีสิทธิในการนำใบกำกับภาษีให้เครดิตภาษีได้ สำหรับผู้ประกอบการที่จดทะเบียนก่อนที่จะรับใบกำกับภาษี จะต้องแจ้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษี และตรวจสอบให้ถูกต้องด้วย มิฉะนั้นจะไม่สามารถนำไปเครดิตภาษีได้
ที่มา businesssoft.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)


